งานเทพระเศียรพระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคลบรมบพิตร
 


 

 

 

ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๕ หลวงปู่และคณะศิษย์ได้มีโอกาส

 

และคณะได้มีความเห็นว่าปัจจุบันแผ่นดินไทย อ่อนกำลังลงมีสถานเริงรมย์ มีคนไม่มีศีลธรรมอยู่เยอะ เทวดาผู้มีศักดิ์สูงๆ จะรังเกียจ ก็ไม่อยู่รักษา ทำให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ง่าย การที่หลาย ๆ วัดสร้างพุทธสถาน สร้างพระพุทธรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เพื่อให้มีเทวดาลงมาประจำเพื่อปกป้องคุ้มครองประเทศไทยให้มากขึ้นหลังจากนั้นคณะศิษย์ได้สัมผัสถึงความศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนแห่งนี้ สมกับที่ว่าสกลนครเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีพญานาคพิทักษ์รักษาดังจะเห็นได้จากตำนานกำเนิดหนองหารที่มีการกล่าวถึงพญานาคชื่อว่าสุวรรณนาค (ซึ่งเป็นผู้รักษารอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ พระองค์ที่พระธาตุเชิงชุม) ประกอบกับได้มีโอกาสพูดคุยกับชาวบ้านหลายท่านที่ยังความศรัทธา และรอคอยให้มีผู้มีจิตศรัทธามาร่วมพัฒนาดินแดนแห่งนี้ร่วมกัน จึงเห็นควรจะทำนุบำรุงศูนย์ปฏิบัติธรรมฯแห่งนี้ เพื่อยังความศรัทธาของชาวบ้านและคนในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาให้คงอยู่จนถึงยุคพระศรีอาริยเมตไตรย

จึงเกิดโครงการสร้างพระใหญ่เป็นพระกำลังแผ่นดินหน้าตัก ๑๙ เมตร เพื่อเป็นการเพิ่มกำลังให้แก่แผ่นดินไทย และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา เป็นโครงการเพื่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ และเมื่อพูดถึงพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองคู่ศาสนา จึงเชื่อมโยงไปที่พระพุทธสิหิงค์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของสยาม ดังที่พระโพธิรังสี กล่าวว่า "พระพุทธสิหิงค์ เมื่อประทับอยู่ ณ ที่ใด ย่อมทรงทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรือง ดั่งดวงประทีปชัชวาล เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่" พระพุทธสิหิงค์เป็นที่เคารพสักการะบูชาของ องค์พระมหากษัตริย์ ของประชาชนชาวสยามมาเป็นเวลาช้านาน จึงกล่าวได้ว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง พร้อมทั้งกำลังแห่งพระพุทธศาสนา

 

(ย่อจาก “สิหิงคนิทาน” แต่งเป็นภาษาบาลี เมื่อก่อน พ.ศ. ๑๙๘๕ โดย พระโพธิรังสี

แปลเป็นภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ โดย ร.ต.ท.แสง มนวิฑูร)

 “สิ หิงค นิทาน” คือ ประวัติการสร้างพระพุทธสิหิงค์เมื่อ พ.ศ.๗๐๐
ณ เกาะสีหล (ลังกา ) มีจำนวน ๘ บริเฉท (๘ บท)

 


บริเฉทที่ ๑ พญานาคเนรมิตรูปลักษณะของพระพุทธ
พระราชา ๓ องค์​ในเกาะ สีหลประชุมกันสอบถามว่า มีผู้ใดเคยเห็น
พระพุทธองค์​บ้าง พญานาคตนหนึ่งจึงพูดขึ้นว่า เคยเห็นแล้วเนรมิตตนเองให้​เป็นรูปพระพุทธเท่าองค์​จริง
พร้อมทั้งวิหารและพระสาวกประทับ
นั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์​แก้ว ๗ ประการ บริบูรณ์​ด้วยลักษณะมหาบุรุษ
๓๒ งามด้วยอวัยวะ ใหญ่​น้อย ๘๐ ประการ เปล่งรัศมี ๖ สี ปรากฏแก่​มหาชนชาวสีหล

 

บริเฉท ที่ ๒ การหล่อพระพุทธ สิหิงค์องค์ประเสริฐ
พระราชา ทั้ง ๓ พระองค์ทรงเลื่อมใสในรูปของพระพุทธ จึงตรัสชักชวนพระอรหันต์หล่อรูปพระสัพพัญญูด้วยทองสัมฤทธิ์  เพื่อเป็นที่กราบไหว้บูชา พระอรหันต์พิจารณา พระพุทธดำรัสที่ว่า “เจดีย์ที่ ชาวโลกบูชาเพื่ออำนวยประโยชน์และความสุข ของเขาเหล่านั้น มี ๓ อย่าง คือ บริโภคเจดีย์ อุทิสสเจดีย์ สารีริก เจดีย์” รูป พระพุทธ ที่ สร้างขึ้น เรียกว่า อุทิสส เจดีย์

ครั้งนั้น เหล่า สุระ อสุระ ครุฑ มนุษย์ ภุชงค์ คนธรรพ์ วิชาธร กินร สุบรรณ กุมภัณฑ์ เทวดา นาค ยักษ์ และ ท้าวมหาพรหม เป็นต้น ได้ ช่วยกันเรี่ยไร โลหะ เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง ทองเหลือง ใส่ ลง ใน เบ้า กลาง เตาไฟ เมื่อเสร็จแล้วอัญเชิญ ให้ประดิษฐานบนบัลลังก์ประเสริฐ ฉลองกันเป็นครั้้ง ใหญ่ตลอด ๗ วัน ๗ คืน ส่วนพระพุทธรูปนั้น มี ลักษณะท่าทางเหมือนราชสีห์จึงเรียก ชื่อว่า “พระสิหิงค์”

บริเฉท ที่ ๓ พระพุทธ สิ หิงค์ เสด็จ มา ชมพูทวีป
จากนั้นมานานถึง พ.ศ.๑๕๐๐ พระร่วง นครสุโขทัยเสด็จมาถึงนครของพระเจ้าศรีธรรมราช ได้ ตรัสถึงพระพุทธสิหิงค์แล้วส่งราชสาสน์ไปถึงพระเจ้าสีหล ปรารถนาพระพุทธสิหิงค์องค์ประเสริฐ ไปบูชา พระเจ้าสีหล ทรงบูชาพระพุทธสิหิงค์ ตลอด ๗ วัน ๗ คืน ก่อนทรงอัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ สู่ชมพูทวีป

บริเฉท ที่ ๔ พระพุทธสิหิงค์ เสด็จมาเมือง สุโขทัย
เมื่อพระราชาสีหล ส่งพระพุทธสิ หิงค์ มายังเมืองนครศรีธรรมราช พระเจ้าศรีธรรมราช และ ประชาชน ได้บูชาพระพุทธสิหิงค์ ตลอด ๗ คืน ๗ วัน พระพุทธสิหิงค์ แสดงปาฏิหาริย์ลอยอยู่บนท้องฟ้าเปล่งรัศมี ๖ ประการ พระร่วง จึงอธิษฐานให้ พระพุทธสิหิงค์ เสด็จลงมาประดิษฐานบนพระเศียรของพระองค์ มหาชนเปล่งสาธุการ ด้วยเสียงกึกก้อง พระร่วงเจ้า ทรงอัญเชิญ พระพุทธสิหิงค์ มาสู่เมืองสุโขทัย

บริเฉท ที่ ๕ พระพุทธสิหิงค์ เสด็จออกจากนครสุโขทัย มาถึงเมืองอยุธยา
ครั้งนั้น พระราชานครอยุธยา ทรงพระนามว่า รามาธิบดี เข้าโจมตียึดเมืองสุโขทัยได้ พระเจ้าอัตถกะ ลือไทยทูลขอเมตตาจิต เพื่อครอบครองเมือง อีกพระรามาธิบดี ประทานเมือง สองแคว ให้ ครอบครอง พระเจ้าอัตถกะลือไทย อัญเชิญพระสิหิงค์ไปด้วย บูชาอยู่ในนครสองแคว เป็นนิจกาล เมื่อสิ้นบุญแล้ว นครสองแควกลับตกมาเป็นราชสมบัติของ พระรามาธิบดีอีก และพระรามาธิบดี ทรงรับพระสิหิงค์องค์ประเสริฐลงเรือใหญ่ไปประดิษฐานบนอาสนะร่วมกับ พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์มาก องค์ด้วยกันในเมืองอยุธยา

บริเฉทที่ ๖ พระพุทธสิหิงค์ เสด็จจากเมืองอยุธยามาเมือง กำแพงเพชร
สมัยนั้น พระราชาองค์หนึ่ง พระนามว่า ญาณดิส  ครองราชสมบัติ โดยธรรม ในเมืองกำแพงเพชร ใคร่ได้พระพุทธสิหิงค์มาบูชา จึงส่งพระมารดาของ พระองค์นามว่า แม่หลวง ผู้ มีความงาม ๕ อย่าง และฉลาดในมารยาหญิง ไปอยุธยา พระรามาธิบดี ทอดพระเนตรเห็น แม่หลวง ก็มีพระทัยรักใคร่ แม่หลวงจึงทูลขอ พระพุทธสิหิงค์ แล้วจัดเรือส่งพระพุทธรูป นำมาประดิษฐานในเมืองกำแพงเพชร ให้พระญาณดิส ถวายนมัสการบูชา
พระผู้มีพระภาคด้วยความโสมนัส

บริเฉท ที่ ๗ พระพุทธสิหิงค์ เสด็จจากเมืองกำแพงเพชรมาสู่แม่น้ำโขงนครเชียงราย
พระภิกษุองค์หนึ่งอยู่เมืองกำแพงเพชรปั้นพระพุทธสิหิงค์ด้วยขี้ผึ้งแล้วนำไปถึง นครเชียงราย เจ้า มหาพรหม เห็นรูป และสดับคุณพระพุทธสิหิงค์ก็ใคร่จะได้ พระพุทธสิหิงค์ เหลือประมาณ จึงส่ง พระราชสาสน์ไปทูลพระเชษฐา พระเจ้ากลีมหาราชขอกำลังเสด็จยาตราทัพ สู่เมืองกำแพงเพชร พระราชา ญาณดิส ทราบความ แล้วได้ ขอถ่ายทำพระพุทธรูปจำลอง ถอดแบบ องค์นี้ ก่อน มอบ แก่เจ้า มหาพรหม นำ ขึ้น พระ เสลี่ยง ทอง มาถึง นคร เชียงใหม่ แล้ว อัญเชิญต่อมายัง นครเชียงราย เจ้ามหาพรหม ให้ปั้นพระพุทธรูป ขึ้นใหม่อีกองค์หนึ่ง ขนาดเท่าพระพุทธ สิหิงค์ มีลักษณะเหมือนทุกอย่าง แล้วหล่อด้วยทองคำทรงบูชาพระพุทธรูปทั้ง ๒ องค์ ด้วยความเคารพ

บริเฉท ที่ ๘ พระพุทธสิหิงค์ เสด็จจากนครเชียงรายมา นครเชียงใหม่
หลังจาก พระเจ้ากลีมหาราชพระเชษฐา ของเจ้ามหาพรหม ครองราชสมบัติอยู่ในนครเชียงใหม่เสด็จสวรรคตราชสมบัติ ได้ตกเป็นของพระสิริราชบุตรภายหลังก็เกณฑ์กองทัพ เสด็จไปนครเชียงรายได้ตัวเจ้ามหาพรหม จึงให้อัญเชิญพระพุทธสิ หิงค์ กับพระพุทธรูปทองคำนำมานคร เชียงใหม่ทรงบูชาด้วยเครื่องบูชาอันใหญ่ยิ่งพระเจ้าสิริราชบุตรเป็นผู้ทรงภักดีต่อพระพุทธเป็นที่ยึดเหนี่ยวจนวาระสุดท้ายทรงมอบราชสมบัติให้แก่พระโอรสรักของพระองค์พระนามว่าวิไชยดิสมหาราช (พระเจ้า
ตื้อ นา) ตั้งแต่วันได้รับราชาภิเษกพระองค์และประชาชน ก็ได้บูชาพระพุทธสิหิงค์เป็นนิจกาล

เมื่อ ปี พ. ศ ๒ ๕๔๔ นายทองไพ และ นางใส นรสารบ้านคำน้ำเย็น อ. พังโคน จ. สกลนคร มี จิตศรัทธาที่จะบริจาคที่ดิน จำนวน ๖ ไร่​เพื่อก่อสร้างวัดแล้วชาวบ้านก็พร้อมใจกันนิมนต์​หลวงปู่ต้นบุญ ติกขปัญโญ มาเริ่มบุกเบิก พัฒนาแม้​ภูมิประเทศจะไม่​เอื้ออำนวยนัก แต่​ด้วยความศรัทธาแน่นแฟ้น
ของชาวบ้าน จึงเกิดการพัฒนาขึ้นจน เป็น “ศูนย์​ปฏิบัติธรรม พระธาตุศรีจำปามหารัตนาราม” โดยเริ่มจาก ศาลามุงหญ้าคา ศาลาปฏิบัติธรรมห้องน้ำ กุฏิ พระสงฆ์ พระมหาธาตุเจดีย์​ศรีจำปามหารัตนาราม โรงครัว
ถนนปรับพื้นที่โดยรอบ ถมดินจัดภูมิทัศน์​ปลูกต้นไม้ สร้างหอพระธรรม

หอระฆัง ฯลฯ ตามลำดับ พร้อมกับ ขยายบริเวณไปเรื่อยๆ จนในปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ ๗๐ กว่า ไร่ มีเรื่องเล่าต่อกันมาเกี่ยวกับดินแดนที่เป็น ศูนย์​ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีประวัติศาสตร์​อันยาวนานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันมาตั้งแต่​สมัยพระมหากัสสปได้​เดินทางมาที่ภูกำพร้าเพื่อก่อสร้างพระธาตุพนม โดยมีชาวเมือง จำ ปา นคร ซึ่ง เป็น เมือง เก่า ได้​ขอรับ ส่วน แบ่งพระอังคารธาตุ ( คือเ ถ้า กระดูก ของ พระพุทธเจ้า) และ อัญเชิญมาบน หลังช้างเผือก แต่​ช้างได้​วิ่งเตลิดมาจนถึงสถานที่นี้ และตายลงจึงได้​สร้างอูบมุง ( เจดีย์) และ สร้างเมืองในบริเวณนี้ ตอนหลังอูบมุง ได้​จมลงหลังเกิดภัยพิบัติ ฝนตก ติดกัน ๗ วัน ๗ คืน เหลือให้​เห็น เป็นหนองน้ำ และเขตป่าไม้​ชื้นปัจจุบัน ชาวบ้านยังได้ยินเสียงตีฆ้องตีกลอง และเห็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาเวียน พระธาตุ อยู่​ให้​เห็น เป็น อัศจรรย์ใน ดินแดนแห่งนี้ มี “ องค์​ศรีสุวรรณนาคราช” เป็น ผู้ดูแลปกปักรักษาพระอังคารธาตุและรอยพระพุทธบาท ทั้ง ๔ รอย ใต้​พระธาตุเชิงชุมด้วย

 

 

พระธาตุเจดีย์​ศรีจำปามหารัตนมณี ได้​สร้างขึ้นในราวปี พ. ศ. ๒๕๔๕
ขนาดความกว้างประมาณ ๔๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร สูง ๓๕ เมตร  โดยคณะศิษย์​หลวงปู่ต้นบุญ

ผ่านมา ๑๐ ปี องค์​พระธาตุเจดีย์​ได้​ชำรุดทรุดโทรมลง โดยเฉพาะฐานราก
เนื่องจากข้างในเป็นดิน ซึ่งตอนนี้ ได้​ยุบตัวลง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องบูรณะ โดยต้องทุบเจดีย์​เก่าทิ้งแล้วสร้างใหม่​เนื่องจาก ฐานราก ไม่​แข็งแรง ยกเว้น
ใน ส่วน ชั้นนอก ที่มีพระพุทธรูปเรียงรายอยู่​ที่ จะคงไว้​และบูรณะให้​สมบูรณ์ต่อไป ในส่วนองค์​เจดีย์​ที่จะสร้างใหม่​ จะสร้างให้​สูงกว่าปัจจุบัน จาก ๓๕
เมตรเป็น ๕๙ เมตร (อยู่​ระหว่างขั้นตอน การ ออก แบบ) รวมถึงสร้างกำแพงแก้วชั้นนอก ชั้นใน และ พื้นรอบนอกเจดีย์​ต่อ ให้​แล้วเสร็จด้วย

 

ร่วมบุญเป็นเจ้าภาพกองบุญ

ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ กองบุญ กองบุญ ละ ๑,๕๐๐ บาท
หรือร่วมบุญตามกำลังศรัทธาโดยโอนเงิน ได้ที่

 

ธนาคารกรุงเทพ สาขาเกษตรวิสัย
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 482-0-59176-8

ชื่อบัญชี พระครูวินัยธรปุณณวัฒน์ ติกขปัญโญ
เบอร์แฟ็กซ์วัด 0 4361 2036

 ติดต่อครูบาอ๊อด (พระธีรพงษ์ ธีรปัญโญ)

 โทร 08 4331 2571
 Email :
watpatungkula@gmail.com,

 Website : www.watpatungkulachalermraj.com


 

 


 
 
ชมภาพความคืบหน้าของโครงการก่อสร้าง
All Albums » ภาพการก่อสร้างพระพุทธสิหิงค์ Search Tags 

Login