Login  
  ชมภาพบรรยากาศ
 
All Albums » Tags » บรรจุของมงคลสร้างมณฑปพระไภษัชยคุรุ Search Tags 
 
 
  พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต
 

 

          คณะลูก ๆ ในแดนธรรม มีความประสงค์ที่จะสร้างพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า และจะอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน 
ณ ศาลากลางบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (จะเร่งดำเนินการสร้างศาลาให้เร็วที่สุด) วัดป่าทุ่งกุลาเฉลิมราช บ้านโพนตูม ต.ทุ่งทอง อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด เพื่อน้อมถวายกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ให้พระองค์ทรงมีพระวรกายที่แข็งแรง ปกครองแผ่นดินไทยให้ยั่งยืนนาน และเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขอย่างแท้จริงมาสู่ปวงชนชาวไทย เหตุแห่งการสร้างพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เพื่อจะอัญเชิญพระบารมีของพระองค์ท่านได้เยียวยารักษาสรรพสัตว์ให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งปวง แน่นอนที่สุดโรคร้ายที่ฝังรากลึกที่แท้จริงของมนุษย์ คือ รากเหง้าแห่งกิเลสทั้ง ๓ อันได้แก่ โลภ โกรธ หลง และพระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งปวง ล้วนคือพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า อีกทั้งพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานโอสถ คือธรรมเยียวยาสรรพสัตว์ผู้พิการและเป็นโรคทางใจ และเหตุเพราะสรรพสัตว์ เป็นผู้ทุกข์ยากทางกาย ใจจึงทุกข์ ด้วยพระเมตตากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่ไพศาลและพระมหาอุปายโกศลที่เยี่ยมยอดของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ที่จะปลดเปลื้องทุกข์เฉพาะหน้าคือทางกายก่อน เมื่อกายเป็นสุข ไม่ทรมานจากความหิวกระหาย จากโรคภัย ความพิกลพิการ คดีความ ความโง่เขลาหลงผิด จากมิตรชั่ว ฯลฯ แล้วไซร้จิตใจจึงเป็นสุข ไม่ทรมาน เพราะหิวกระหาย ไม่เวทนาเพราะป่วยไข้ ไม่อับอายและลำบากเพราะกายไม่สมบูรณ์ เช่นผู้หูหนวก จะสดับฟังธรรมได้ยาก ผู้ตาบอดจะเห็นพระพุทธปฏิมา เห็นพระสงฆ์ด้วยตาเนื้อไม่ได้ เกิดปิติจากการเห็นไม่ได้ เว้นแต่เห็นด้วยตาแห่งจิตเท่านั้น ผู้เป็นใบ้ จะสนทนาธรรมและสรรเสริญพระรัตนตรัยด้วยวาจาไม่ได้ เว้นแต่การสรรเสริญยินดีในจิตใจเท่านั้น ผู้แขนขาพิการไม่อาจบำเพ็ญโพธิสัตวจริยา ช่วยเหลือสรรพสัตว์อื่นด้วยกายมิได้ เว้นแต่การแผ่เมตตาจิตส่งไปเท่านั้น ผู้มีคดีความพิพากษา จิตย่อมอาฆาตหวาดระแวงและเป็นกังวล จึงมิอาจบำเพ็ญธรรมได้ ผู้โง่เขลาแม้จักมีศรัทธา และใกล้ชิดกัลยาณมิตรผู้มีปัญญามากก็ตาม แต่ด้วยโมหวิบากทำให้พลาดโอกาสที่ดีงามไปได้ และผู้คบมาร คือมิตรชั่ว ย่อมถูกชักจูงไปทางผิด เกิดมิจฉาทิฐิโดยไม่รู้ตัว แม้ผู้นั้นจะมีปัญญามากก็ตาม ดังนั้น เมื่อเราท่านทั้งหลาย เป็นผู้มีกายที่เป็นสุขไม่ทรมานเพราะความหิวกระหายโรคภัย ความพิกลพิการ คดีความ ความโง่เขลาหลงผิด มิตรชั่ว ฯลฯ แล้วไซร้ จงอย่านำความอิ่มหนำสำราญโปรยเสียซึ่งประโยชน์ ทิ้งขว้างไม่เผื่อแผ่ผู้ยากไร้ นำความแข็งแรงข่มเหงผู้อ่อนแอ ความมีกายที่สมบูรณ์กระทำชั่ว เช่นใช้หูฟังอกุศลวาจา คือ ฟังคำเท็จ ฟังคำหยาบคาย ฟังคำส่อเสียด ฟังคำเพ้อเจ้อ ใช้ตาที่แจ่มใสทัศนาอกุศลรูป คือภาพที่ก่อให้กิเลส ตัญหาทะยานอยาก อิจฉาริษยาเกิดขึ้น ใช้ปากกล่าวอกุศลวาจา คือการกล่าวเท็จ คือ ฟังคำเท็จ ฟังคำหยาบคาย กล่าวส่อเสียด กล่าวเพ้อเจ้อ ให้ร้ายพระรัตนตรัยและผู้อื่นให้เสียหาย นำความมีองคาพยพอายตนะที่สมบูรณ์ไปใช้ชีวิตด้วยความประมาท หลงระเริง และหลงผิด เช่นใช้กายของตนนี้พล่าผลาญชีวิตสัตว์อื่น ลักขโมยทรัพย์ผู้อื่น และละเมิดคู่ครองผู้อื่น มิใช้กายที่ได้มาแสนลำบากนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเหมาะกับการได้ร่างกายมนุษย์ในชาตินี้โดยการบำเพ็ญธรรมเพื่อหลุดพ้นจากวัฎสงสารที่อันตรายนี้ด้วยมนุษย์ทำกรรมชั่ว

สำหรับผู้ที่มีโรคภัยไข้เจ็บมากๆ  สามารถร่วมเป็นเจ้าภาพได้  หรือสวดคาถาของพระองค์อธิษฐานกับพระองค์ท่านทุกวันจะช่วยได้มาก  โดยเขียนชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด บนแท่งทอง แล้วอธิษฐานจิตทุกวัน  จากนั้นวางไว้หน้าหิ้งพระก่อนถึงงานเททอง  เทพเทวดาจะเข้าออกบ้านเรือนของเรา และมาอนุโมทนาบุญ พร้อมกับประทานพรให้กับบ้านเรื่อนนั้นๆ ให้มีความสุขความเจริญ รวมถึงองค์พระไภษัชยคุรุ ท่านเล่งพระญาณ และทรงประทานพรมาสู่บ้านเรือนของเราได้ด้วย

จึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนทุกท่าน ผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านี้ และขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย พร้อมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดประทานพรอันยิ่งใหญ่ ให้กับทุกท่านที่ได้ร่วมบุญ มหาบารมีในครั้งนี้ จงสำเร็จ มรรค บังเกิดผล ร่ำรวยเลิศล้น ด้วยเดชแห่งบุญนี้เทอญ

 

 

 

พุทธประวัติ 
พระไภษัชยคุรไวฑูรยประภาตถาคต

พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งปวง ล้วนคือพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า อีกทั้งพระ ไภษัชยคุรุพุทธเจ้าก็คือพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เพราะทรงเป็นผู้ประทานโอสถ คือธรรมเยียวยาสรรพสัตว์ผู้พิการและเป็นโรคทางใจ และเหตุเพราะสรรพสัตว์ เป็นผู้ทุกข์ยากทางกาย ใจจึงทุกข์ ด้วยพระเมตตากรุณาคุณที่ยิ่งใหญ่ไพศาลและพระมหาอุปายโกศลที่เยี่ยมยอดของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ที่จะปลดเปลื้องทุกข์เฉพาะหน้าคือทางกายก่อน เมื่อกายเป็นสุข ไม่ทรมานจากความหิวกระหาย จากโรคภัย ความพิกลพิการ คดีความ ความโง่เขลาหลงผิด จากมิตรชั่ว ฯลฯ แล้วไซร้จิตใจจึงเป็นสุข ไม่ทรมานเพราะหิวกระหาย ไม่เวทนาเพราะป่วยไข้ ไม่อับอายและลำบากเพราะกายไม่สมบูรณ์ เช่นผู้หูหนวกจะสดับฟังธรรมได้ยาก ผู้ตาบอดจะเห็นพระพุทธปฏิมา เห็นพระสงฆ์ด้วยตาเนื้อไม่ได้ เกิดปิติจากการเห็นไม่ได้ เว้นแต่เห็นด้วยตาแห่งจิตเท่านั้น ผู้เป็นใบ้จะสนทนาธรรมและสรรเสริญพระรัตนตรัยด้วยวาจาไม่ได้ เว้นแต่การสรรเสริญยินดีในจิตใจเท่านั้น ผู้แขนขาพิการไม่อาจบำเพ็ญโพธิสัตวจริยา ช่วยเหลือสรรพสัตว์อื่นด้วยกายมิได้ เว้นแต่การแผ่เมตตาจิตส่งไปเท่านั้น ผู้มีคดีความพิพากษา จิตย่อมอาฆาต หวาดระแวงและเป็นกังวล จึงมิอาจบำเพ็ญธรรมได้ ผู้โง่เขลาแม้จักมีศรัทธา และใกล้ชิดกัลยาณมิตรผู้มีปัญญามากก็ตาม แต่ด้วยโมหวิบากทำให้พลาดโอกาสที่ดีงามไปได้ และผู้คบมาร คือมิตรชั่ว ย่อมถูกชักจูงไปทางผิด เกิดมิจฉาทิฐิโดยไม่รู้ตัว แม้ผู้นั้นจะมีปัญญามากก็ตาม

ดังนั้น เมื่อเราท่านทั้งหลาย เป็นผู้มีกายที่เป็นสุขไม่ทรมานเพราะความหิวกระหาย โรคภัย ความพิกลพิการ คดีความ ความโง่เขลาหลงผิด มิตรชั่ว ฯลฯ แล้วไซร้ จงอย่านำความอิ่มหน่ำสำราญโปรยเสียซึ่งประโยชน์ ทิ้งขว้างไม่เผื่อแผ่ผู้ยากไร้ นำความแข็งแรงข่มเหงผู้อ่อนแอ ความมีกายที่สมบูรณ์กระทำชั่ว เช่นใช้หูฟังอกุศลวาจา คือ ฟังคำเท็จ ฟังคำหยาบคาย ฟังคำส่อเสียด ฟังคำเพ้อเจ้อ ใช้ตาที่แจ่มใสทัศนาอกุศลรูป คือภาพที่ก่อให้กิเลส ตัณหาทะยานอยาก อิจฉาริษยาเกิดขึ้น ใช้ปากกล่าวอกุศลวาจา คือการกล่าวเท็จ กล่าวหยาบคาย กล่าวส่อเสียด กล่าวเพ้อเจ้อ ให้ร้ายพระรัตนตรัยและผู้อื่นให้เสียหาย นำความมีองคาพยพอายตนะที่สมบูรณ์ ไปใช้ชีวิตด้วยความประมาท หลงระเริง และหลงผิด เช่นใช้กายของตนนี้พล่าผลาญชีวิตสัตว์อื่น ลักขโมยทรัพย์ผู้อื่น และละเมิดคู่ครองผู้อื่น มิใช้กายที่ได้มาแสนลำบากนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเหมาะกับการได้ร่างกายมนุษย์ในชาตินี้ โดยการบำเพ็ญธรรมเพื่อหลุดพ้นจากวัฏสงสารที่อันตรายนี้ ด้วยมนุษย์ทำกรรมชั่ว เป็นเหตุให้สัตว์ในอบายภูมิเพิ่มจำนวนมากขึ้น

สัตว์ คือ ผู้ที่ยังต้องเวียนว่ายตามวิบากแห่งกรรมดีและชั่ว ในสังสารวัฏแห่งนี้ 
อบายภูมิ ก็คือ สถานที่ผู้ปราศจากคุณธรรมความดีไปเกิดรวมกันอยู่ ถ้ากล่าวให้ละเอียดลงไป ในตัวสัตว์ทุกผู้ ล้วนมีพุทธเกษตร สวรรค์ อบายภูมิและภูมิอื่นๆอยู่พร้อม หากสมณะชีพราหมณ์ ไม่ทรงศีลาจารสำรวมกาย มีจิตมิตรงกับคำพูดและการกระทำ ห่างไกลธรรมปฏิบัติ พอกพูนเครื่องเศร้าหมองสารพัน วาจามิตรงกับใจ บุตรหลานบริวารไม่กตัญญู ข้าราชการขุนนางไม่ซื่อสัตย์ คู่ครองละโมบในกามอื่น มิตรสหายมิคบหากันด้วยใจจริง ฯลฯ ผู้กระทำอกุศลกรรมนี้ ล้วนดุจตกอยู่ในอบายภูมิในปัจจุบันและต้องตกอบายภูมิในอนาคตหากมีใจสูงย่อมได้เป็นชาวสวรรค์มีวรรณะผ่องใส เป็นที่รักใครแก่ผู้ได้พบเห็น หากเกิดมาเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์อื่นโดยมิหวังผล ย่อมเป็นพระโพธิสัตว์ผู้เสด็จมาแต่แดนพุทธเกษตร เพื่อสร้างบารมี อย่างเช่นสมเด็จพระบรมบพิตรมหาราชสมภารเจ้า พระมหาโพธิสัตว์แห่งสยามประเทศผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระองค์นี้ ที่ทรงบำเพ็ญโพธิบารมียิ่งใหญ่ เพียงการได้สดับฟังพระนาม หรือเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ก็ให้ปลาบปลื้มยินดีเบิกบานในดวงจิตอย่างหาที่สุดมิได้หากที่ใดมีภัยพิบัติ เมื่อพระองค์เสด็จไปหรือเพียงทรงห่วงใยส่งพระทัยไปถึง ความเดือดร้อนต่างๆ ที่มีก็คลี่คลายยามประเทศชาติแตกความสามัคคี เพียงพระราชทาน พระบรมราโชวาท ก็ยังให้ทุกฝ่ายอภัยแก่กัน เพื่อถวายเป็นพระราชสักการะ น่าอัศจรรย์ยิ่งนักหากมีคดีความ ทำลายแก่กัน เมื่อมีพระบรมฉายาลักษณ์ หรือการเอ่ยอ้างพระนามของพระองค์ขึ้นเมื่อใด ทุกสิ่งร้ายก็จะสงบลงเมื่อนั้นเมื่อราษฏรแห่งใดยากจน หากพระองค์ประทับพระบาทยังชุมชนนั้นแล้วไซร้ จักยังให้มีชีวิตใหม่ เกิดโครงการในพระราชดำริ อันคือพระอุปายโกศลอันวิเศษหลากประการ ยังให้เป็นสุขด้วยความพอเพียง นิรมิตผืนดินเป็นสุวรรณปฐพี เป็นองค์คุณหนึ่งของพระเจ้าแห่งแผ่นดินหากแผ่นดินแห้งแล้งมาชั่วนาตาปี แต่เมื่อพระเสโทของพระองค์ได้หลั่งลงยังที่นั้นแล้วแผ่นดินนั้นจะชุมฉ่ำทันใด ด้วยฝนหลวงแห่งพระมหาเมตตากรุณาธิคุณ เป็นองค์คุณหนึ่งของพระเจ้าแห่งผืนฟ้า ผู้ทรงพระบารมีคุณอันประเสริฐยิ่ง

ดังนั้น พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าจึงสถิตอยู่ในตัวเราทุกคน โรคแห่งวัฏสงสาร ล้วนเกิดจากจิตเราเอง ดังนั้นเราจึงต้องเป็นผู้รักษาจากจิตจากใจของตนเอง พระพุทธสูตรว่า พระพุทธภาวะล้วนมีอยู่ในสรรพสัตว์ทั้งปวงแต่เดิมแล้ว เพียงแต่ถูกกิเลสอวิชชาบดบังไม่ให้ฉายแสงอันรุ่งโรจน์ออกมา เมื่อขัดเกลาเครื่องเศร้าหมองได้มากเท่าใด แสงสว่างจึงฉายฉานมาได้มากเท่านั้น จากนั้นจึงไปรักษาโรค เป็นแสงสว่างนำทางสรรพสัตว์อื่นผู้มืดบอดต่อไป เหตุเพราะว่าสรรพสัตว์ยังเป็นผู้มากด้วย โรค คือมีอวิชชาเป็นมูลฐาน ยังให้เกิดโรคแห่งสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติมรณะ อยู่มิจบสิ้น

พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตรนี้ 

อาตมาภาพได้แปลและพิมพ์ เผยแผ่ครั้งแรก เมื่อปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ปี ๒๕๔๑ ในงานวางศิลาฤกษ์ศาลาเฉลิมพระเกียรติ ของพุทธสมาคมเต็กก่า จีแชเกาะ จ.ขอนแก่น ต่อมาได้ตีพิมพ์ครั้งที่ ๒ ในงานเปิดโรงเจเอียง เมง เกง สำโรง กรุงเทพ เมื่อปี ๒๕๔๓ และตีพิมพ์เป็นครั้งที่ ๓ เพื่อเป็นที่ระลึกในงานวันคล้ายวันเกิด ฯพณฯท่าน พลอากาศเอกหะริน หงสกุล ราชองครักษ์พิเศษ และประธานกิตติคุณสูงสุดของคณะศึกษา ปฏิบัติ เผยแผ่ธรรม หมื่นคุณธรรมสถาน ปี ๒๕๔๕

อนึ่ง พระสูตรบทนี้อาจารย์ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ (ธัมมนันทาภิกษุณี) ได้เคยแปลไว้จากภาษาอังกฤษสู่ภาษาไทยเช่นกัน อาตมาภาพจึงได้แปลพระสูตรนี้จากต้นฉบับภาษาจีนของพระ ตรีปิฎกธราจารย์เสวียนจ้าง(พระถังซำจั้ง) แห่งราชวงศ์ถังขึ้นอีกสำนวนหนึ่งตั้งแต่ครั้งเป็นฆราวาส เมื่อได้ครองเพศบรรพชิตแล้วจึงได้ชำระให้ถูกต้องและสละสลวยยิ่งขึ้นตามที่ปรากฏอยู่นี้ ในทางส่วนตนนั้น ก็มีความศรัทธาเลื่อมใสพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้ามากเป็นพิเศษ อีกพระสูตรนี้ยังเป็นพระสูตรปกรณ์แรกในชีวิตที่แปลเมื่ออายุ ๑๘ ปี ด้วยปัจจัยหลายประการจากพระพุทธเจ้าพระองค์นี้และพระสูตรของพระองค์ ที่เป็นแสงประกายแห่งศรัทธาแรกที่ทำให้แปลพระสูตรอื่นๆ ต่อมาจนถึงปัจจุบันขอเชิญชวนสาธุชนผู้สนใจพระธรรมสูตรมหายาน ฉบับแปลไทย ธารณีมนตร์ของนิกายวัชรยานและอื่นๆโดย 

สามารถเข้าชมและ Downloadได้ที่ www.mahaparamita.com โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่สงวนสิทธิ์ในการเผยแผ่ต่อใดๆ 
เว้นแต่การนำไปแสวงหาผลกำไรเท่านั้น

พุทธประวัติ 
พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต

กราบขอขมาพระรัตนตรัย หากจะมีกรรมจากไตรทวาร ที่เกิดจากการศึกษา แปลและ เผยแผ่พระธรรมสูตรนี้ ที่ทำให้พระธรรมแปดเปื้อน ขาดไปหรือพร่องไป เพราะอาตมาภาพมีปัญญาและการศึกษาน้อย จึงอาจมีข้อบกพร่องบ้าง ขอให้ผู้รู้ ผู้ใจเป็นธรรมโปรดอนุเคราะห์ชี้แนะ เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป จักเป็นพระคุณอย่างยิ่งด้วยอานิสงค์แห่งการเผยแผ่นี้ ขออุทิศถวายบูชาพระคุณแห่งแผ่นดินสยามนี้พระคุณพระพุทธศาสนา พระคุณพระมหากษัตริย์สุดประเสริฐ พระคุณบุรพาจารย์ พระอุปฌาจารย์ ผู้ให้โอกาสทางธรรม พระไตรปิฎกฝ่ายมหายานนั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล แต่ละปกรณ์ล้วนคัมภีรภาพแยบคายด้วยอุปายธรรม สามารถฉุดช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่มีปัญญาพีชะต่างกันอย่างทั่วถึง แต่ยังขาดการสนับสนุนด้านการแปลและเผยแผ่สู่ภาษาไทย อาตมาภาพหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลงานแปลและการเผยแผ่พระธรรมสูตรฝ่ายมหายานที่ได้พากเพียรมาตลอด ๑๐ ปีนี้ จะเป็นแสงประกายแห่งศรัทธาต่อสาธุชนทั้งหลายผู้มีกำลังสติปัญญา กำลังทรัพย์ กำลังกายบ้างเหมือนกับอาตมาภาพเมื่อ ๑๐ ปีก่อน ช่วยกันแปลจนพระไตรปิฏกมหายานทั้งชุด ทำให้เรามีพระไตรปิฎกทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานพร้อมในภาคภาษาไทย แม้นจะเป็นเพียงแสงเทียนเล่มเล็กที่มีเวลาเหลือน้อยทุกทีขอให้บรรพบุรุษบุพการีผู้ให้ชีวิต ญาติโยมผู้อุปฐาก และสรรพสัตว์ผู้เวียนว่ายทั้งปวงจงเป็นผู้สมบูรณ์แข็งแรงทั้งกายและใจ ผู้กายสมบูรณ์จงอย่าได้มีใจพิการ และผู้กายพิการจงมีใจที่สมบูรณ์เถิด อย่าได้ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานของโลก และจงสมบูรณ์มั่งคั่งในสมบัติทางธรรม ด้วยกุศลแห่งการเผยแผ่นี้ ขอให้สรรพสัตว์ทั้งปวงและตนเองไปอุบัติยังศุทธิไวฑูรย์พุทธเกษตร แห่งพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเป็นที่แน่นอน และบรรลุพระโพธิญาณโดยเร็วเถิด...

ดั่งที่ข้าพเจ้าได้สดับมา สมัยหนึ่งองค์สมเด็จพระภควันต์ ทรงจาริกไปยังเมืองนครต่างๆ จนถึงมหานครไวศาลี แล้วประทับอยู่ภายใต้ร่มเงาพฤกษา ๑ พร้อมด้วยมหาภิกษุ ๘,๐๐๐ รูป พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ๓๖,๐๐๐ องค์ และกษัตริย์ มหาเสวกามาตย์ พราหมณ์ บัณฑิต เทวดา นาค สัตว์ในคติ ๘ มนุษย์และอมนุษย์ทั้งปวง อันเป็นมหาชนที่นับจำนวนมิได้ ต่างห้อมล้อมอยู่ด้วยเคารพ เพื่อสดับการประทานพระธรรมเทศนาในสมัยนั้น

พระมัญชุศรีธรรมราชกุมาร ๒ ได้อาศัยพระพุทธานุภาพแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ลดผ้า เฉวียงบ่าลงข้างหนึ่ง๓ และคุกชานุเบื้องขวาลงกับพื้นดิน เฉพาะด้านพระภควันต์ ประณมกรแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ขอพระองค์ประทานพระเทศนาถึงลักษณาการแห่งพระนาม และกุศลแห่งพระมหามูลปณิธานอันวิเศษของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ที่จักยังให้ผู้สดับทั้งปวงมีกรรมวิบากปลาสนาการสิ้นไป เพื่อยังสุขประโยชน์แก่สรรพชีวิต ในสมัยที่พระสัทธรรมเสื่อมถอยด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า 


    ๑ ตามศัพท์ ว่าต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เมื่อลมพัด ทำให้ใบกระทบกันมีเสียงไพเราะเหมือนเสียงดนตรี 
    ๒ พระนามพระมหาโพธิสัตว์ผู้เลิศในทางปัญญาญาณ และเป็นคุรุ(ปัญญา)แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง 
    ๓ ผ้าเฉวียงบ่าขวา การนำผ้าลดลงจากบ่าขวา เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุดแบบหนึ่ง

ครั้งนั้น พระโลกนาถเจ้า จึงตรัสสรรเสริญพระมัญชุศรีกุมารภูตะว่า สาธุ สาธุ มัญชุศรี ด้วยเธออาศัยมหากรุณาเป็นเหตุ จึงอาราธนาตถาคตให้แสดงพระนามและกุศลแห่งปณิธานของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เพื่อถอดถอนกรรมวิบากที่ร้อยรัดหมู่สัตว์ ยังประโยชน์ผาสุกแก่หมู่สัตว์ในสมัยที่พระสัทธรรม เสื่อมถอย เธอพึงได้สดับแลกระทำโยนิโสมนสิการโดยดีเถิด ตถาคตจะกล่าวแก่เธอ พระมัญชุศรีกราบทูลว่า ขอพระองค์ตรัสเถิด เหล่าข้าพระองค์ยินดีจักได้สดับฟังยิ่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า พระพุทธองค์ ตรัสแก่พระมัญชุศรีว่า นับแต่โลกธาตุแห่งนี้ไปเบื้องบูรพาทิศ ผ่านพุทธเกษตรต่างๆไปจำนวนเท่ากับเม็ดทรายแห่งคงคานที ๑๐ สายรวมกัน ๔ ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า ศุทธิไวฑูรย์ มีพระพุทธโลกนาถเจ้าพระนามว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา เป็นผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น ผู้ไกลจากกิเลสและควรบูชา ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ผู้เสด็จไปดีแล้ว ผู้รู้แจ้งโลก ผู้ยอดเยี่ยมหาผู้อื่นเสมอมิได้ ผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ผู้เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ตื่นแล้วและเป็นที่พึ่งแห่งโลก ดูก่อนมัญชุศรี พระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น เมื่อคราที่บำเพ็ญมูลจริยาในโพธิสัตวมรรคอยู่นั้น ได้ประกาศพระมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ ๑๒ ประการ ดังนี้... 
๔ เปรียบเม็ดทราย ๑ เม็ด คือโลกธาตุที่มีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ภายใน ๑ แห่ง เม็ดทรายในคงคานที่ ๑๐ แห่ง จึงหมายความว่าต้องคำนวณเม็ดทราย ในแม่น้ำคงคา ๑ แห่ง แล้วคูณ ๑๐ จึงจะทราบระยะห่างระหว่างสหาโลกธาตุแห่งนี้ กับศุทธิไวฑูรย์โลกธาตุ

*** พระสูตรมหายานแปลไทย จาก www..mahaparamita.com  สงวนลิขสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลง จำหน่าย

มหาปณิธานประการที่ ๑
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว กายแห่งเราจักรุ่งเรืองโชตนาการสว่างไสว ฉายฉานรัศมีไปยังสรรพโลกธาตุจำนวนประมาณมิได้ นับอสงไขย ไร้ซึ่งขอบเขต พร้อมด้วยทวัตติงสมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ และอสีตยานุพยัญชนลักษณะ ๘๐ ประการที่เป็นอลังการแห่งกายนั้น จักยังสรรพชีวิตทั้งปวงให้เสมอเหมือนดั่งเรามิ แตกต่าง

มหาปณิธานประการที่ ๒ 
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว กายจง ประดุจรัตนไวฑูรย์๕ วิมลใสตลอดทั้งภายในและภายนอก บริสุทธิ์ปราศมลทินแปดเปื้อน มีประภาสรัศมีแผ่ไพศาล กุศลบารมีไพบูลย์ยิ่งใหญ่ มีกายเป็นสุขในเปลวอัคคีที่โชติช่วงอลังการ รุ่งเรืองไปกว่าดวงสุริยันแลจันทรา สรรพสัตว์ในนิรยภูมิที่ได้สัมผัสรัศมีนี้ทั้งสิ้น จักได้ไปอุบัติยังสถานที่ต่างๆตาม ปรารถนา เพื่อกระทำกิจทั้งปวง

มหาปณิธานประการที่ ๓
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว ด้วยอุปายโกศลแห่งปัญญาญาณที่ไม่มีประมาณและไร้ขอบเขต จักยังให้บรรดาสรรพชีวิตได้ถึงพร้อมซึ่งเครื่องอุปโภคที่จำเป็นอย่างมิหมดสิ้น จักมิยังให้สรรพสัตว์ต้องขาดแคลน มหา

ปณิธานประการที่ ๔ 
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตทั้งหลายผู้ดำเนินมิจฉามรรคจริยา๖ จักได้ตั้งมั่นในพระโพธิมรรคทั้งหมด หากผู้ดำเนินตามสาวกยาก ปัจเจกยาน ก็จักได้ดำรงมั่นในมหายานทั้งสิ้น

มหาปณิธานประการที่ ๕ 
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพชีวิตที่หาประมาณจำนวนมิได้ และไร้ซึ่งขอบเขต ผู้ดำรงในธรรมแห่งเรา ได้ประพฤติพรหมจรรย์ อันจริยาทั้งปวงนั้นจักมิต้องล่วงละเมิด จักสมบูรณ์ในตรีวิธานิศีล๗ แม้นว่าได้ล่วงละเมิดเมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้วจักกลับสู่วิศุทธิภาวะ มิตกสู่อบายภูมิ

มหาปณิธานประการที่ ๖ 
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตทั้งปวง มีร่างกายต่ำต้อยเลวทราม อินทรีย์ต่างๆ บกพร่อง อัปลักษณ์ โง่เขลา เนตรบอด โสตหนวก โอษฐ์ใบ้ นิ้วมือเท้างอหงิก หลังค่อมโก่งงอ เป็นโรคกุษฐัง ๘ สติวิปลาสมิสมประดี อีกทั้งมีโรคาพาธนานารุมเร้าเสียดแทงอยู่ เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้ว สรรพสิ่งทั้งปวงจักบรรลุถึงความสิริลักษณ์งดงาม มากด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาด อินทรีย์ทั้งปวงจักสมบูรณ์พร้อม และไร้โรคภัย

มหาปณิธานประการที่ ๗ 
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตทั้งปวงเป็นผู้ถูกโรคาพาธเสียดแทงอยู่ ไร้ผู้อนุเคราะห์ ไร้ผู้ชี้แนะ ปราศจากการรักษา ปราศจากโอสถ ไร้ญาติมิตร ไร้ที่พักพิง มีความอัตคัตยากจนได้รับทุกข์ทรมานเป็นที่ยิ่ง ผิว่านามแห่งเราจักไปให้สดับยังโสตเพียงครั้ง๙ สรรพโรคาทุกข์ทั้งปวงจะมลายสิ้น กายแลจิตผาสุก ครอบครัวพงษ์ษาจัก มั่งคั่งด้วยทรัพย์ศฤงคาร ตราบไปจนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ 
คือศีล ๓ ประเภท มี 
    ๑)สํวรศีล ศีลคือการสำรวมระวัง 
    ๒)กุศล ธรฺม สํคฺราหก ศีล ศีลที่ประพฤติเพื่อสงเคราะห์แก่กุศลธรรม 
    ๓)สตฺตฺวารฺถ กฺริยา ศีล ศีลที่ประพฤติเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย ๘ โรคเรื้อน ๙ 
ความหมายคือ หากผู้ที่เป็นทุกข์ได้มีโอกาสสดับพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เพียงครั้งเดียว ก็จักได้รับอานิสงค์ตามมหาปณิธานประการนี้ ๑๐ ความหมายคือ อานิสงค์แห่งการได้สดับพระพุทธนามนี้ จะส่งผลแก่บุคคลนั้นไปตลอดนานแสนนาน จนกระทั่งบุคคลนั้นได้บรรลุพระโพธิญาณ

มหาปณิธานประการที่ ๘ 
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากมีสตรีได้รับทุกขเวทนาของความเป็นหญิงนับร้อยประการ บังเกิดความเบื่อหน่ายเป็นที่สุด ปรารถนาจักสละทิ้งซึ่งกายแห่งสตรี เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้ว สรรพสิ่งทั้งปวงจักแปรเปลี่ยนจากสตรีสู่บุรุษ สมบูรณ์ในบุรุษลักษณะที่องอาจ ตราบไปจนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ

มหาปณิธานประการที่ ๙ 
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว เราจักยังให้บรรดาสรรพชีวิตได้ออกจากมารชาละ๑๑หลุดพ้นจากการผูกมัดทั้งปวงของพาหิรมาร หากตกสู่ป่าชัฏแห่งอบายทิฐิ๑๒ จักชักนำให้ตั้งอยู่บนสัมมาทิฐิ ค่อยๆ บำเพ็ญเพียรโพธิสัตวมรรคทั้งปวง จนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิอย่างรวดเร็ว

มหาปณิธานประการที่ ๑๐ 
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากบรรดาสรรพชีวิตต้องราชอาญา ถูกตราตรึงพันธนา กักขังจองจำ ฤๅต้องอาญาประหารชีวิต และถูกภยันตรายประการอื่นๆจำนวนประมาณมิได้เบียดเบียน ให้โทมนัสเวทนาอย่างที่สุด กายแลใจได้รับทุกข์ทรมาน หากได้สดับนามแห่งเราแล้วไซร้ ด้วยเหตุแห่งเดชบุญญาธิการของเรา จักยังให้หลุดพ้นจากทุกข์ทรมานทั้งปวง

มหาปณิธานประการที่ ๑๑ 
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากเหล่าสรรพชีวิตทรมานด้วยหิวกระหาย ด้วยปรารถนาโภชนาหารเป็นเหตุยังให้กระทำกรรมชั่วนานาประการเมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้วน้อมรับปฏิบัติด้วยความตั้งมั่น เราจักยังให้กายนั้นได้อิ่มเอมในอาหารและเครื่องดื่มอันประณีต๑๓ก่อนในคราแรก แล้วจึงยังให้ตั้งอยู่ในธรรมรสอันเป็นบรมสุขในภายหลัง

มหาปณิธานประการที่ ๑๒ 
เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตยากไร้ ปราศจากอาภรณ์ปกคลุมกายา ได้รับทุกข์จากแมลง ยุง และอากาศหนาวร้อนตลอดทิวาแลราตรี เมื่อได้สดับนามแห่งเรา แล้วน้อมรับปฏิบัติตั้งมั่นด้วยดีแล้วไซร้ ย่อมจักได้รับวัตถาภรณ์แพรพรรณชั้นเลิศนานาประการ รัตนมณีที่อลังการทั้งปวง มาลา เครื่องทาหอม เครื่องดนตรีทั้งมวลจักสำเร็จดั่งมโนจินต์อย่างบริบูรณ์

ดูก่อนมัญชุศรี พระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ และพระสัมมาสัมพุทธะพระองค์นั้น เมื่อสมัยที่ทรงบำเพ็ญโพธิสัตวมรรค ได้กระทำสัจจกิริยาประกาศมหาปณิธานอันประเสริฐไว้ ๑๒ ประการ ดั่งนี้แล 
๑๓ ตามศัพท์ อันประณีต อาจแปลว่า อันเป็นทิพย์ ก็ได้ ๑๓ มัญชุศรี อันมหาปณิธานที่พระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น ได้ทรงประกาศไว้ เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญโพธิสัตวมรรค และคุณาลังการแห่งพุทธเกษตรที่นั้น หากตถาคตจะกล่าวแสดงจนสิ้นกัลป์หนึ่ง หรือจนสิ้นกัลป์อื่นๆก็มิอาจกล่าวได้สิ้นเลย ก็พุทธเกษตรแห่งนั้นวิมลใสหมดจดยิ่งนัก ปราศจากสตรีเพศ ๑๔ ทั้งปราศจากอบายภูมิ และเสียงแห่งความทุกข์ มีรัตนไวฑูรย์เป็นพื้นปฐพี สายทองก็ระย้าอยู่ทั่วโลกธาตุ อันธานี ปราสาท มณเฑียร หอ ราชรถ ช่องบัญชร ชาลมาลาล้วนสำเร็จด้วยสัปตรัตนะ ๑๕ มีคุณาลังการ ประดุจสุขาวดีโลกธาตุ เบื้องประจิมทิศมิต่างกันเลย ก็ในโลกธาตุนั้นแล มีโพธิสัตว์มหาสัตว์ ๒ องค์คือ สุรยประภา ๑ จันทรประภา ๑ เป็นผู้นำคณะโพธิสัตว์จำนวนอนันตะและอสงไขย ๑๖ ซึ่งล้วนแต่เป็นเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์ ๑๗ ล้วนสามารถธำรงพระสัทธรรมปิฎกอันวิเศษของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตได้ด้วยแห่งฉะนี้ มัญชุศรี กุลบุตร กุลธิดาผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย พึงตั้งปณิธานปรารถนาไปอุบัติยังพุทธโลกธาตุแห่งนั้นเถิด

ครั้งนั้น พระศากยมุนีโลกนาถเจ้า ทรงมีพุทธบรรหารต่อพระมัญชุศรีกุมารภูตะว่า ดูก่อนมัญชุศรี มีเหล่าสรรพสัตว์ที่มิเชื่อถือในสิ่งกุศลและอกุศล ในจิตมีแต่ความละโมบโลภมาก มิรู้จักการบริจาคทานและผลแห่งทาน โมหะลุ่มหลงไร้สติปัญญา มีอินทรีย์คือศรัทธาที่บกพร่อง สั่งสมธนสารสมบัติไว้มากมาย ทั้งปกป้องหวงแหนไว้ เมื่อคราได้ผู้ขอในจิตก็มิยินดี แม้นตนมิยอมรับและบริจาคทานแล้ว ยังดุจว่าตนได้ถูกชำแหละมังสาออกไป มีความตระหนี่ถี่เหนียวยิ่งนัก

๑๔ ในข้อนี้ มีนัยยะถึงความเสมอภาค มิได้แบ่งแยกว่าเป็นหญิง หรือเป็นชาย มิได้เป็นข้อความเหยียดหยามเพศหญิงประการใด

๑๕ อัญมณี ๗ ชนิด มี ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก บุษราคัม มรกต ทับทิม

๑๖ อนันตะ คือประมาณกะเกณฑ์ไม่ได้ อสงไขย คือ สังขยาชนิดหนึ่ง คือจำนวนนับที่แสดงให้รู้ว่ามากมายมหาศาลนับไม่ได้ ,นับไม่ได้ถ้วน

๑๗ คือ พระมหาโพธิสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิด เพื่อสั่งสมบารมีอีกชาติเดียว ก็จักได้สำเร็จพระพุทธภูมิในทันที เช่น พระเมตไตรยโพธิสัตว์เป็นต้น ๑๔ อีกยังมีหมู่สัตว์ที่ละโมบมิสิ้นสุด สั่งสมทรัพย์ศฤงคารไว้มากมาย จนแม้นสำหรับตนเองก็มิอาจนำมาใช้ได้ แล้วจักประสาใดกับการให้บิดามารดา ภริยาบุตร ทาสทาสีแห่งตนและผู้ขออื่นๆอีกเล่า หมู่สัตว์เหล่านั้น เมื่อชีพสังขารแตกดับจากชาตินี้แล้วย่อมไปกำเนิดยังโลกแห่งเปรต ฤๅเดรัจฉานภูมิ เหตุที่เมื่อคราเป็นมนุษย์ หากเคยสดับพระนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าแม้เพียงชั่วขณะเมื่อขณะที่อยู่ในอบายภูมิ จะระลึกจดจำพระนามของพระตถาคตเจ้านั้นได้อีกครั้ง ก็เมื่อคราที่ระลึกถึงอยู่นั้นแลย่อมจักได้พ้นจากที่แห่งนั้นทันที แล้วหวนมากำเนิดยังมนุษยภูมิ เป็นผู้มีปุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑๘ หวั่นเกรงทุกข์แห่งอบายภูมิยิ่งนัก มิยินดีในกามสุข จักเป็นผู้เผื่อแผ่บริจาคทานด้วยความอ่อนน้อม สดุดีโมทนาแก่ผู้บริจาคทานอื่น สรรพสิ่งบรรดามีทั้งปวงจักมิตระหนี่หวงแหน จนค่อยๆสามารถนำศีรเศียร นัยเนตร หัตถา บาทา โลหิต มังสาในกายตนแบ่งออกเป็นทานแก่ผู้ขอได้ แล้วจักประสาใดกับทรัพย์อื่นอีกเล่า

ดูก่อนมัญชุศรี หากหมู่สัตว์ทั้งหลาย แม้ได้สมาทานสิกขาบททั้งปวงจากพระตถาคตเจ้า แล้วได้ละเมิดศีล ฤๅมิได้ละเมิดศีล แต่ล่วงข้อบัญญัติสำคัญ อันศีลและบัญญัตินั้นแล แม้มิได้ล่วงก็ดี แต่กลับเสื่อมจากสัมมาทิฐิ ฤๅแม้มิได้เสื่อมจากสัมมาทิฐิแต่ยังเป็นผู้ละเลยการสดับ ในบรรดาอรรถะที่ลึกซึ้งของพระพุทธวจนะ พระสูตรคัมภีร์ก็มิอาจเข้าใจ ฤๅหากเป็นผู้พหูสูตคือเป็นผู้สดับมากก็ยิ่งด้วยมานะ๑๙ ด้วยเหตุที่มานะปิดกั้นจิตไว้ ตนจึงเป็นผู้ทำลายพระสัทธรรมเองหาใช่ผู้อื่นไม่ เพราะมีมารเป็นสหาย ๒๐ อันโมหบุรุษนี้แล เพราะตนเองดำเนินในมิจฉาทิฐิ แล้วยังให้หมู่สัตว์อื่นจำนวนอนันตโกฏิ ๒๑ หาประมาณมิได้ ได้ตกสู่หลุมมหาภัย๒๒ด้วย

๑๘ ญาณระลึกชาติหนหลังได้ , หนึ่งในอภิญญา ๖ ของพระพุทธศาสนา มี 

      ๑) อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ 
      ๒) ทิพยจักษุ ตาทิพย์ 
      ๓) ทิพยโสต หูทิพย์ 
      ๔) เจโตปริย ญาณ ญาณที่กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ 
      ๕) บุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติได้ และ 
      ๖) อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ

(ข้อ ๖ นี้มีเฉพาะพระ อริยบุคคลในพระพุทธศาสนา) ห้าข้อแรกเป็นโลกียอภิญญา ข้อท้ายเป็นโลกุตตระ

๑๙ คือ ความถือตัว ว่ามีความรู้แล้วเหยียดหยาม วิพากษ์วิจารณ์ ใส่ใคล้ผู้อื่น

๒๐ ในกรณีนี้หมายถึงมิตรชั่ว ยกยอกันและกันเป็นมานะปิดกั้นตนเอง ให้ร้ายผู้อื่น ฯลฯ เป็นต้น

๒๑ โกฏิ จำนวนนับ เท่ากับ สิบล้าน

๒๒ มีความหมายคือ นิรยภูมิ อุปมาเป็นดั่งหลุมบ่อ ที่อันตรายจะปีนขึ้นมาได้ยาก ในประการนี้แสดงให้เห็นว่าผู้เป็นพหูสูตร แต่มากด้วยมานะ ไม่ยอมฟัง คำสอนอื่นใด และจะสั่งสอนผู้อื่นให้หลงผิดตาม ๑๕ ก็หมู่สัตว์ทั้งหลายนี้ สมควรเวียนว่ายในห้วงนรก เดรัจฉาน เปรตมิสิ้นสุด หากได้สดับพระนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้านี้ จักยังให้ละทิ้งจริยาชั่วนั้นได้ แล้วบำเพ็ญกุศลธรรมทั้งปวง มิต้องตกสู่อบายภูมิ หากมีผู้มิอาจละทิ้งจริยาที่หยาบช้าต่างๆ แล้วมาบำเพ็ญกุศลธรรมได้ ย่อมตกสู่อบายภูมิ แต่ด้วยพลานุภาพแห่งมูลปณิธานของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น จักมาสำแดงยังเบื้องหน้าผู้นั้น ยังให้ได้สดับพระนามเพียงชั่วครู่ เมื่อสิ้นอายุขัยในภูมินั้นแล้ว จึงกลับมากำเนิดในมนุษย์ภูมิอีก จักเป็นผู้มีสัมมาทิฐิ วิริยแกล้วกล้า มีจิตใจเกษมศานติอ่อนโยน แม้นสามารถสละเรือนเป็นผู้ไม่ข้องด้วยเรือน

๒๓ ดำรงในธรรมแห่งตถาคต จักสมาทานและดำรงสิกขาบทอย่างมิด่างพร้อย เป็นผู้มีสัมมาทิฐิ พหูสูต รู้แจ้งจำแนกคัมภีรอรรถที่ลึกซึ้ง ห่างไกลจากอติมานะ มิทำลายพระสัทธรรม มิสมาคมมารเป็นสหาย แล้วจึงค่อยประพฤติโพธิสัตวจริยาต่างๆ จนสำเร็จบริบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว

ดูก่อนมัญชุศรี หากหมู่สัตว์ทั้งหลายผู้มัจฉริยะตระหนี่และโลภมาก อิจฉาและริษยา สรรเสริญตนเองกล่าวร้ายผู้อื่น พึงตกสู่อบายภูมิสาม

๒๔ รับโทษทัณฑ์ทรมานนับหลายพันปีหาประมาณมิได้ เมื่อรับโทษนั้นและสิ้นชีพจากภูมินั้นแล้ว จึงมากำเนิดยังโลกมนุษย์ เป็นโค ม้า อูฐ ลา ถูกโบยตีด้วยแส้เป็นเนืองนิจ ทุกข์ทรมานเพราะหิวกระหาย ต้องบรรทุกสิ่งของหนักตามหนทางอยู่สม่ำเสมอ ทว่าได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเกิดในครอบครัวยากจน เป็นทาสทาสี ถูกผู้อื่นหยามเหยียด มิได้รับอิสรภาพหากในสมัยที่เป็นมนุษย์นั้น ได้เคยสดับพระนามพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตแล้ว ๒๓ ความหมายคือ การออกบวช ไม่ข้องด้วยกามคุณ ตามวิสัยของผู้ครองเรือน ๒๔ มี นรกภูมิ เปรตภูมิ เดรัจฉานภูมิ ๑๖ ไซร้ ด้วยกุศลเหตุประการนี้ จักยังให้ระลึกถึงพระองค์ได้อีก แล้วน้อมมาเป็นสรณะด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจ อาศัยพระพุทธานุภาพนั้นแล ยังให้หลุดพ้นจากสรรพทุกข์ทั้งมวล มีพีชะเป็นผู้เฉลียวฉลาด มากด้วยปัญญาญาณและพหูสูต ใฝ่มุ่งวิชยธรรมอันประเสริฐอยู่เป็นนิจ ประสบกัลยาณมิตรอยู่เสมอ ตัดบ่วงแห่งมารให้ขาดสิ้น ทำลายเปลือกแห่งอวิชชา ยังกิเลสสาครให้เหือดแห้ง แล้วหลุดพ้นจากทุกขเวทนา ความโศกาดูรแห่งชาติ ชรา โรคาและมรณะทั้งปวงดูก่อนมัญชุศรี หากหมู่สัตว์นิยมวิวาทะ ต้องพิพากษาในชั้นศาล ยังให้ตนเองและผู้อื่นเป็นทุกข์หาความสงบมิได้ ด้วยเพราะกาย วาจาและใจที่กระทำอกุศลกรรมนานายิ่งขึ้นไม่รู้หยุด ยิ่งกระทำสิ่งมิยังประโยชน์มากขึ้น ทำร้ายแก่กัน เรียกภูติแห่งวนาวาส สิงขร สุสานมาสังหารสรรพสัตว์ต่างๆ ใช้โลหิตและมังสานั้นสังเวยยักษ์ รากษส ขีดเขียนชื่อและทำรูปรอยศัตรู ใช้อาคมชั่วร้ายและไสยเวทย์อาถรรพ์ ใช้คาถาเรียกภูติผีจากซากศพ เพื่อปหารชีวิตฤๅทำลายร่างกายผู้อื่น หมู่สัตว์ทั้งหลายนี้ หากได้สดับพระนามของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าแล้วไซร้ สิ่งอกุศลที่กระทำทั้งปวงนั้นจักมิอาจบันดาลโทษภัย ต่างจะยิ่งเกิดมีเมตตาจิต ก่อเกิดคุณประโยชน์และผาสุก มิเกิดจิตอาฆาตและพยาบาท ต่างจักยินดีพอใจในสิ่งที่เกิดแต่ตนเองอย่างทั่วพร้อม มิข่มเหงแก่กัน แต่ร่วมกันยังประโยชน์ให้เกิดขึ้น ๑๗ดูก่อนมัญชุศรี หากบริษัท ๔ มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และกุลบุตร กุลธิดาต่างๆที่มีศรัทธาจิต สามารถสมาทานแลธำรงไว้ซึ่งอุโบสถศีล

๒๕ เป็นเวลา ๑ ปี ฤๅสมาทานธำรงสิกขาบทอยู่เป็นเพลา ๓ เดือน ด้วยจักอาศัยกุศลมูลนี้ ไปอุบัติยังสุขาวดีโลกธาตุเบื้องประจิมทิศ แห่งพระอมิตายุสพุทธะ

๒๖ เมื่อได้สดับพระธรรมแล้วยังมิตั้งมั่น หากได้สดับยลยินพระนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตแล้วไซร้ เมื่อกาลมรณะมาถึง จักมีมหาโพธิสัตว์ ๘ องค์ นามว่า

มัญชุศรีโพธิสัตว์๑ อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์๑ มหาสถามปราปตโพธิสัตว์๑ อักษยมติโพธิสัตว์๑ ทานรัตนศรีโพธิสัตว์๑ ไภษัชยราช โพธิสัตว์๑ ไภษัชยสมุทคตโพธิสัตว์๑ เมตไตรยโพธิสัตว์๑ อันโพธิสัตว์ทั้ง ๘ นี้จะดำเนินมาแต่นภากาศ แล้วนำทางผู้นั้นไปอุบัติยังท่ามกลางรัตนมาลีหลากสีในโลกธาตุแห่งนั้น ๒๗ แล้วกำเนิดโดยอุปปาติกวิธี๒๘ฤๅด้วยเหตุนี้๒๙ จักยังให้กำเนิดบนเทวโลก แม้นได้กำเนิดยังเทวโลกก็ตาม กุศลมูลนี้ก็ยังมิสูญสิ้น มิต้องไปกำเนิดยังอบายภูมิอื่นๆ เมื่ออายุขัยบนเทวโลกสิ้นแล้ว จักหวนกลับมากำเนิดยังโลกมนุษย์ บ้างเป็นพระเจ้ากรพรรดิ ปกครองไปทั่วจตุรทวีป ๓๐มีอิสรานุภาพไพศาล ยังให้หมู่สัตว์จำนวนอนันตะร้อยพันได้ตั้งอยู่ในทศกุศลมรรค ๓๑ บ้างถือกำเนิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ บัณฑิตผู้มากด้วย รัตนสมบัติ จักมีโกศาคารที่เต็มเปี่ยม มีรูปลักษณ์สง่างาม บริวารพงษาบริบูรณ์ มีปัญญาญาณเฉลียว ๒๕ ศีล ๘ ข้อ มี 

      ๑)  เว้นจากการฆ่าสัตว์ 
      ๒)  เว้นจากการลักทรัพย์ 
      ๓)  เว้นจากการเสพกาม 
      ๔)  เว้นจากการพูดเท็จ 
      ๕)  เว้นจากการดื่มน้ำเมา 
      ๖)  เว้นจากการทัด ทรงดอกไม้และลูบไล้ด้วยของหอม 
      ๗)  เว้นจากการนั่งนอนในที่นั่งนอนสูงใหญ่ 
      ๘)  เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล

๒๖ แปลว่าพระพุทธเจ้าผู้มีอายุยืนยาวไม่มีประมาณ พระนามหนึ่งของพระอมิตาภะพุทธเจ้า

๒๗ มีนัยยะว่าจะได้ไปอุบัติยังสุขาวดีโลกธาตุ และศุทธิไวฑูรย์ได้ตามปรารถนา เพราะโลกธาตุทั้ง ๒ แห่งนี้มีคุณาลังการเหมือนกันทุกประการ

๒๘ เกิดแบบผุดขึ้น ได้แก่กำเนิดพรหม เทวดาและสัตว์นรกเป็นต้น ซึ่งเกิดผุดขึ้นแบบทันใด ก็ใหญ่โตเป็นวิญญูชนทันที มิต้องเป็นทารกแล้วเจริญเติบโต อย่างกำเนิดแบบอื่น เมื่อสิ้นอายุขัยก็หายวับไปไม่ทิ้งซากไว้

๒๙ เหตุนี้ คือเหตุแห่งการภาวนาพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า หากมีศรัทธาหรือมีกุศลปัจจัยไม่เพียงพอให้ไปกำเนิดยังพุทธเกษตร ก็จักไม่ตก อบายภูมิ และไปกำเนิดบนเทวโลกแทน

๓๐ ทวีปทั้ง ๔ ทางคติพุทธศาสนา มี 

      ๑)  ชมพูทวีป อยู่ทางทิศใต้ของเขาสุเมรุ 
      ๒)  ปูรววิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสุเมรุ 
      ๓)  อมรโคยานทวีป อยู่ ทางตะวันตกของเขาสุเมรุ 
      ๔)  อุตตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือของเขาสุเมรุ หรือคือดินแดนที่แผ่กว้างออกไปจรดแผ่นดิน

แผ่นน้ำทั้งสี่ทิศ ๓๑ ความดี ๑๐ อย่าง แบ่งเป็น ความดีทางกาย ๓ มี

      ๑)  เว้นจากการฆ่าสัตว์ 
      ๒)  เว้นจากการลักทรัพย์ 
      ๓)  เว้นจากการผิดในกาม

ความดีทางวาจา ๔ มี

      ๑)   เว้นจากการพูดเท็จ 
      ๒)  เว้นจากการพูดคำหยาบ 
      ๓)  เว้นจากการพูดส่อเสียด 
      ๔)  เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อโปรยเสียซึ่งประโยชน์

และความดีทางใจ ๓ มี

      ๑)  เว้น จากการโลภของผู้อื่น 
      ๒)  เว้นจากการพยาบาท 
      ๓)  เว้นจากการเห็นผิด

** พระสูตรมหายานแปลไทย จาก www..mahaparamita.com  สงวนลิขสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลง จำหน่าย

 

 

๑๘ ฉลาด วีรภาพหาญกล้า ดุจมหาพลเทพ หากสตรีได้สดับพระนามของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุ ไวฑูรยประภาตถาคต แล้วน้อมรับยึดถือด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ ภายหลังจักมิต้องมีกาย แห่งสตรีอีก ...

ดูก่อนมัญชุศรี เมื่อสมัยที่พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าพระองค์นั้นทรงบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณแล้ว ด้วยกำลังของมูลปณิธานเมื่อกาลก่อน ยังให้พิจารณาในหมู่สัตว์ทั้งปวง แล้วทรงประจักษ์ในความทุกข์ทรมานต่างๆ จากโรคาพาธมี ความซูบผอมซีดเซียว นิ้วมือเท้างอหงิก ไข้เหลือง๓๒บ้างต้องคุณไสยอาถรรพ์ร้าย บ้างมีอายุสั้น บ้างมรณะก่อนเวลาอันควร ๓๓ จึงมีพุทธประสงค์จักยังให้โรคาพาธต่างๆสิ้นไป ยังปณิธานทั้งปวงได้สมมโนรถครั้นแล้ว พระโลกนาถเจ้าพระองค์นั้นจึงทรงเจริญสมาธินามว่า สรวสัตวทุกขภินทนา ๓๔ แล เมื่อเข้าสู่สมาธิแล้ว พระพุทธอุษณีษ์ ๓๕ได้บังเกิดมหารัศมีโอภาสสว่างไสว ในระหว่างรัศมีนั้นแลได้ตรัสมหาธารณีว่า...

นโม ภควเต ไภษชฺย คุรุ ไวฑูรฺย ปรภา ราชาย ตถาคตาย อรฺหเต สมยกฺ สมพุทฺธาย 
ตทฺยถา โอม ไภษชฺเย ไภษชฺเย ไภษชฺย สมุทฺคเต สฺวาหา

๓๒ โรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัส มียุงเป็นพาหะ ผู้ป่วยมักมีอาการเวียนและปวดศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน และปวดหลัง ไข้ขึ้นสูงอย่าง รวดเร็ว ชีพจรเต้นช้าลง ผิวและตาเหลือง อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตภายใน ๖-๗ วัน ๓๓ ตามศัพท์คือ อกาลมรณะ คือ ตายโหง, ตายร้าย ๓๔ คือ สมาธิที่ทำลายความทุกข์ของสรรพสัตว์ ๓๕ หรือ อุณหิสในบาลี หมายถึงกรอบหน้าพระพักตร์, ก้อนพระมังสะหน้าพระเศียร ซึ่งเป็นอาการหนึ่งในอาการ ๓๒ ของพระพุทธเจ้า โดยมากทำเป็น เปลวเพลิง แสดงถึงพระปัญญาอันรุ่งโรจน์ ประติมากรรมฝ่ายมหายาน บางแห่งทำเป็นก้อนพระมังสะงอกขึ้นมาเหนือพระนลาตขึ้นไปเล็กน้อย ๑๙เมื่อเพลาที่ตรัสมนตรานี้หว่างรัศมีอันโอภาสแล้ว มหาปฐพีดลก็กัมปนาทสั่นไหว บังเกิดเป็นมหา รัศมีรุ่งเรืองไปทั่ว บรรดาโรคาพาธของหมู่สัตว์ทั้งปวงได้สูญสิ้น ได้รับความผาสุกสวัสดีโดยทั่วกัน

ดูก่อนมัญชุศรี หากพบชาย หญิงผู้มีทุกข์จากโรค พึงมีจิตแน่วแน่ให้ผู้ป่วยไข้นั้นชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เป็นนิจ นำอาหาร โอสถ หรือน้ำที่ปราศจากสิ่งสกปรก เสกด้วยคาถานี้ ๑๐๘ จบ พร้อมกับอาภรณ์และอาหารนั้น บรรดาทุกข์แห่งโรคก็จักดับสิ้นไป หากปรารถนาสิ่งใด แล้วภาวนาสาธยายด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ ย่อมบรรลุได้ตามประสงค์ทุกประการ จักเป็นผู้ไร้โรคาพาธเบียดเบียน อายุสิริวัฒนา เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วในภายหลัง จักไปอุบัติยังศุทธิไวฑูรย์พุทธเกษตรแห่งนั้นมิเสื่อมถอยย้อนกลับตราบจนถึงพระโพธิญาณ

ด้วยเหตุนี้ มัญชุศรี หากมีชาย หญิงผู้ถวายสักการะและนอบน้อมพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น ด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจอย่างที่สุดแล้วไซร้ ก็พึงยึดมั่นในธารณีนี้ มิให้ลืมเลือนเสียหายเถิด

ดูก่อนมัญชุศรี หากมีกุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ๓๖ เมื่อได้สดับพระนามต่างๆ ของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ เมื่อสดับแล้วก็ยึดมั่นภาวนา ยามอรุณรุ่งพึงขบเคี้ยวทนตกาษฐ์ ๓๗ ชำระกายาให้สะอาด แล้วนำมวลบุปผชาติมีกลิ่นหอม ร่ำสุคนธ์ ๓๖ คือ ผู้ศรัทธาด้วยปัญญา พิจารณารู้ถึงคุณประโยชน์อย่างมิสงสัยเคลือบแคลง มิเป็นผู้มีศรัทธาไม่บริสุทธิ์ เพราะอวิชชา ลุ่มหลงงมงาย ๓๗ คือ ไม้ใช้เคี้ยวเพื่อทำความสะอาดฟัน ๒๐ (ประพรม)น้ำหอม บรรเลงมวลสังคีต เพื่อสักการะต่อพระพุทธปฏิมา อันพระธรรมสูตรปกรณ์นี้ หากตนเองได้ขีดเขียน หากสอนผู้อื่นให้ขีดเขียน ได้น้อมรับปฏิบัติด้วยเอกจิต เมื่อสดับฟังอรรถะแห่งพระสูตรนี้แล้ว ได้ถวายกัปปิยภัณฑ์อันจำเป็นสำหรับกาย เป็นทานต่อพระธรรมาจารย์ผู้สั่งสอนธรรมนั้นมิให้ขาดแคลนแล้วไซร้ เช่นนี้ จักยังให้พระพุทธเจ้าทั้งปวงตามระลึกดูแล ยังปณิธานทั้งปวงให้สมบูรณ์พร้อม ตราบจนถึงพระโพธิญาณ สมัยนั้น พระมัญชุศรีกุมารภูตะทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ข้าพระองค์ขอ ปฏิญานว่าเมื่อกาลที่พระสัทธรรมเสื่อมถอยนั้น ข้าพระองค์จักใช้อุปายโกศลานาประการ เพื่อยังให้กุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ได้สดับยลยินพระนามแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต แม้นในยามนิทราก็จักรู้สึกว่าได้ยินพระพุทธนาม

ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า หากปฏิบัติยึดถือ อ่านท่องสาธยายในพระธรรมสูตรนี้ ฤๅประกาศสั่งสอนแก่บุคคลอื่น หากได้จารึกด้วยตนเอง ฤๅสอนให้ผู้อื่นจารึก มีการเคารพนอบน้อมอย่างที่สุด บูชาด้วยมาลีที่มีกลิ่นหอม น้ำหอม ผงหอม ร่ำสุคนธ์ พวงมาลา สายสร้อยเกยูระ ธวัชฉัตรธง เครื่องดุริยางค์ดนตรีนานาชนิด ใช้ผ้าเบญจรงค์บรรจุพระสูตรนี้ แล้วประดิษฐานไว้ยังที่บริสุทธิ์ บนอาสนะที่ยกสูงแล้วไซร้ ในเพลานั้น จตุเทวราชพร้อมเทวบริษัท และเทวนิกรอื่นจำนวนอนันตะร้อยพัน จักมายังสถานที่แห่งนั้น เพื่อถวายสักการะและอารักขา

ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า หากพระสูตรที่มีค่าดุจรัตนะนี้ได้แผ่กำจายไปยังสถานใด แล้วสามารถน้อมปฏิบัติตามความดีงามในมูลปณิธาน และได้สดับพระนามของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรย ๒๑ประภาตถาคตแล้วไซร้ พึงทราบเถิดว่าสถานแห่งนั้นจะไม่มีการมรณะก่อนเวลาอันควรอีกต่อไป แลจักไม่มีปีศาจร้ายทั้งปวงที่ฉุดคร่าดวงวิญญานนั้นอีก ผู้ที่ถูกฉุดคร่าไปแล้วย่อมหวนกลับคืนมาได้ดังเหตุนี้ กายแลใจจึงสุขศานติ

ครั้งนั้น พระพุทธองค์รับสั่งกับพระมัญชุศรีว่า เป็นเช่นนั้นๆ ดังที่เธอได้กล่าว มัญชุศรีหากมีกุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ปรารถนาจักถวายสักการะพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น พึ่งสร้างรูปปฏิมาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นขึ้นก่อน จัดเตรียมสถานที่บริสุทธิ์เพื่อประดิษฐาน แล้วโปรยบุปผชาตินานาพรรณ ร่ำสุคันธชาตินานาชนิด ประดับสถานอลังการด้วยธงฉัตรนานาประการ เป็นเพลา ๗ ทิวาแลราตรีให้สมาทานอุโบสถศีล บริโภคอาหารบริสุทธิ์ ๓๘ ชำระกายให้หอม (เพราะความ) สะอาด สวมใส่อาภรณ์ที่ใหม่และสะอาด พึงเกิดจิตมิเคลือบย้อมแปดเปื้อน๓๙ จิตมีอาฆาตพยาบาท เกิดจิตที่ยังประโยชน์ต่อหมู่สัตว์ทั้งปวง จิตเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขาเสมอกันแล้วบรรเลงดนตรีสรรเสริญ เวียนประทักษิณรอบพุทธปฏิมา พึงระลึกถึงความดีงามแห่งมูลปณิธานของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น แล้วสังวัธยายพระสูตรนี้ โดยตรึกตรองอรรถะแห่งพระสูตร แล้วประกาศสั่งสอน เมื่อปรารถนาสิ่งใด ย่อมสมปรารถนาทุกประการ หากต้องการอายุยืนยาว ย่อมได้อายุยืนยาว ต้องการความมั่งคั่ง ย่อมได้ความมั่งคั่ง ต้องการบรรดาศักดิ์ ย่อมได้บรรดาศักดิ์ ต้องการชายหญิง ย่อมได้ชายหญิงสมตามมโนจินต์ ๓๘ หมายถึง อาหารที่ไม่มีเลือดเนื้อสรรพสัตว์อื่นเจือปน, อาหารเจ ๓๙ คือ จิตศรัทธาแท้จริง ไม่เคลือบย้อมด้วยความสงสัย,จิตอกุศล

*** พระสูตรมหายานแปลไทย จาก www..mahaparamita.com  สงวนลิขสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลง จำหน่าย

๒๒ หากมีผู้นิทราแล้วนิมิตร้าย ได้พบลักษณะชั่วร้ายทั้งปวง บ้างมีวิหคประหลาดมาประชุมรวมกลุ่มกัน บ้างเกิดอาเภทแปลกประหลาดในเคหสถาน บุคคลนี้หากนำบรรดาเครื่องสักการะชั้นเลิศมาน้อมถวายพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้นแล้วไซร้ สุบินร้ายและทุรลักษณ์อัปมงคลทั้งปวง จักมิปรากฏ มิอาจให้โทษภัย บ้างมีความหวั่นกลัว(ภัยจาก)อุทก อัคคี ศาตราวุธ โอสถพิษ ภัยประหลาด คชสารดุ สิงห์ พยัคฆ์ สุนัขป่า หมี อสรพิษ แมลงป่อง ตะขาบ แมงคาเรือง ๔๐ ยุง แมลงและเหลือบ หากสามารถน้อมระลึกถึง และถวายสักการะต่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ ก็จักหลุดพ้นจากสรรพอันตรายได้ หากมีประเทศอื่น มารุกราน กรรโชกแย่งชิง เมื่อได้น้อมระลึกและถวายความเคารพต่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วไซร้ก็จักหลุดพ้นได้เช่นกัน

ดูก่อนมัญชุศรี หากกุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ตลอดชีวิตมิได้ข้องเกี่ยวกับเทพเจ้าอื่นใด มีเอกจิตเป็นหนึ่งต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รับสมาทานศีลสังวร อันมีศีล ๕ ศีล ๑๐ โพธิสัตวศีล ๔๐๐ ภิกษุศีล ๒๕๐ ๔๑ ภิกษุณีศีล ๕๐๐ หากได้ละเมิดศีลเหล่านั้น แล้วหวั่นเกรงจักตกสู่อบายภูมิ หากสามารถตั้งจิตระลึกถึงพระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้วถวายความเคารพสักการะแล้วไซร้ ย่อมมิต้องอุบัติยังอบายภูมิทั้ง ๓ อย่างแน่นอน ฤๅมีอิสตรีผู้ใกล้คลอด ได้รับทุกขเวทนาเป็นที่สุด หากสามารถสรรเสริญพระนาม ถวายความเคารพแลสักการะพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น ด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ สรรพทุกข์ทั้งปวงจัก

๔๐ สัตว์ชนิดหนึ่งมีขา ๑๕ คู่ ตัวยาวประมาณ ๑ นิ้ว ๔๑ ภิกษุศีลของมหายานมี ๒๕๐ ข้อ จำแนกเป็นปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิตย ๒ นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๐ (เถรวาทมี ๙๒) ปาฏิ เทศนีย์ ๔ เสขิยะ ๑๐๐ (เถรวาทมี ๗๕) และอธิกรณ์สมถะ ๗ ๒๓มลายสิ้น บุตรที่ถือกำเนิดจะมีองคาพยพบริบูรณ์ รูปลักษณ์สง่างาม เป็นที่ยินดีแก่ผู้ได้ประสบ เฉลียวฉลาด เป็นสุขและมีโรคน้อย ปราศจากอมนุษย์ใดมาช่วงชิงดวงวิญญาณไปได้ครั้นนั้น พระโลกนาถเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า ดั่งที่ตถาคตได้พรรณนาถึงพระคุณธรรมบารมีของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น อันเป็นจริยาวัตรที่คัมภีรภาพแยบคายของพระพุทธเจ้าทั้งปวงที่เข้าใจได้ยากอยู่เช่นนี้ เธอมีความศรัทธาเชื่อมั่นหรือไม่

พระอานนท์เถรเจ้าทูลว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ข้าพระองค์มิบังเกิดวิจิกิจฉาต่อพระธรรมคัมภีร์ทั้งปวงที่พระตถาคตเจ้าตรัสแสดงแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุดังฤๅ เพราะกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมของพระตถาคตทั้งปวงบริสุทธิ์ ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า อันดวงสุริยันและจันทราอาจยังให้ตกลงได้ สุเมรุคิรีราชอาจยังให้พลิกคว่ำ แต่พระวจนะแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวงมิอาจเปลี่ยนแปลงข้าแต่พระโลกนาถเจ้า มีบรรดาสรรพสัตว์ที่อินทรีย์คือศรัทธาไม่สมบูรณ์ เมื่อได้สดับจริยาวัตรที่คัมภีรภาพของพระพุทธเจ้าทั้งปวงแล้ว ย่อมจักมีมนสิการเช่นนี้ว่า “เพียงได้ระลึกถึงพระพุทธนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าพระองค์เดียว จักได้รับกุศลานิสงค์วิเศษปานฉะนี้เลยหรือกระไร”ด้วยเหตุแห่งการไม่ศรัทธานี้ ยังให้เกิดการว่าร้าย บุคคลนี้ในยามค่ำคืนย่อมพลาดสูญประโยชน์สุขมหาศาล๔๒ แล้วตกสู่อบายภูมิทั้งปวง เวียนว่ายอยู่มิจบสิ้น ๔๒ ประโยคนี้เปรียบได้ว่า สังสารวัฏนี้ คือยามค่ำคืนที่มืดมิด จะมีก็แต่แสงสว่างแห่งดวงจันทร์ คือพระพุทธธรรมที่ส่องแสงนำทาง

๒๔พระพุทธองค์รับสั่งต่อพระอานนท์ว่า หมู่สัตว์ทั้งหลายหากสดับยลยินพระนามของพระ โลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต แล้วน้อมรับปฏิบัติด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจ โดยมิเกิดวิจิกิจฉาเคลือบแคลง แล้วยังตกสู่อบายภูมิอีกย่อมเป็นไปมิได้ในสถานนี้

ดูก่อนอานนท์ นี้คือพระจริยาวัตรที่คัมภีรภาพแยบคายของพระพุทธเจ้าทั้งปวง อันหยั่งใจเชื่อได้ยาก การที่เธอสามารถน้อมรับได้นี้ พึงทราบเถิดว่าล้วนคือพลานุภาพแห่งพระตถาคตเจ้าบันดาลให้เป็นไปอานนท์ บรรดาสาวก ปัจเจกโพธิ และโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้ยังมิบรรลุถึงโพธิสัตวภูมิ ล้วนมิสามารถศรัทธาได้อย่างแท้จริง เว้นแต่เอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์เท่านั้น(ที่จักศรัทธาได้อย่างแท้จริง)อานนท์ เป็นการยากที่จะมีกายแห่งมนุษย์ และมีศรัทธามั่นในพระรัตนตรัย แต่การได้สดับพระนามแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าอานนท์ พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น ทรงบำเพ็ญโพธิสัตวจริยาจำนวนประมาณมิได้ ทรงใช้อุปายโกศลที่ชาญฉลาดจำนวนประมาณมิได้ (ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์) ทรงมีมหาปณิธานที่ไพบูลย์จำนวนประมาณมิได้ หากตถาคตจักกล่าววิภาษาให้กว้างขวางออกไปเป็นเวลา ๑ กัลป์ หรือแม้ในกัลป์อื่นๆ ด้วยแล้วไซร้ กัลป์นั้นแลจะสิ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าพระจริยาปณิธานและพระอุปายโกศลของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นจักพรรณนาได้มิรู้หมดสิ้นเลย

๒๕ สมัยครั้งนั้นแล ณ ท่ามกลางมหาชน ยังมีพระโพธิสัตว์มหาสัตว์พระองค์หนึ่งนามว่า อนุเคราะห์วิมุตติ ได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ลดผ้าลงข้างหนึ่ง คุกชานุเบื้องขวาลงกับพื้นดิน ประณมกรแล้วทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า เมื่อกาลที่พระสัทธรรมเสื่อมถอย จักมีสรรพสัตว์ได้รับทุกข์ทรมานนานัปการ มากด้วยโรคซูบผอมอ่อนแอ มิสามารถดื่มกินอาหารได้ ลำคอแห้งเหือด มองไปทิศใดให้พบแต่ความมืดมิด อันเป็นมรณลักษณะที่มาปรากฏยังเบื้องหน้า บิดามารดา ญาติพงษา มิตรสหาย กัลยาณมิตรต่างร่ำไห้อยู่รอบกาย ในสถานที่กายแห่งตนนอนอยู่นั้นแล จักพบยมฑูตนำพา วิญญาณไปยังเบื้องหน้าพญายมราชผู้ทรงธรรม ๔๓ อันหมู่สัตว์ทั้งปวง ผู้มีวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว จัก กระทำสิ่งใดมิว่าบาปหรือคุณนั้น ล้วนถูกบันทึกไว้โดยพญายมราชผู้ทรงธรรมทั้งสิ้น

爾時、彼王推問其人,計算所作,隨其罪福而處斷之。時彼病
人,親屬、知識,若能為彼歸依世尊藥師琉璃光如來,請諸眾僧,
轉讀此經,然七層之燈,懸五色續命神旛,或有是處彼識得還,
如在夢中明了自見。或經七日,或二十一日,或三十五日,或四十九日,彼

ครั้นแล้ว ยมธรรมราชาจักตรัสถามผู้นั้น แล้วคำนวณผลแห่งบาปและบุญตามที่กระทำมาแล้วจึงตัดสินตามนั้น ในเพลานั้น หากญาติและกัลยาณมิตรของผู้ป่วย สามารถน้อมพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเป็นสรณะแทนผู้ป่วยไข้นั้น โดยอาราธนาหมู่สงฆ์มาสังวัธยายพระสูตรนี้ จุดประทีป ๗ ชั้น แขวนธงต่ออายุขัย ๕ สีแล้วไซร้ วิญญาณผู้นั้นอาจกลับมาอีกก็เป็นได้ ประดุจผู้ที่นิทราฝันไปแล้วได้สติรู้แจ้งด้วยตนเอง อาจผ่านไป ๗ วาร หรือ ๒๑ วาร หรือ ๓๕ วาร หรือ ๔๙ วาร เมื่อคราที่วิญญาณหวนกลับมา ก็ดุจตื่นจากความฝัน ตนเองย่อมเข้าใจในวิบากผลแห่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่จักได้รับ ด้วยเหตุที่ตนเองได้ประจักษ์มาแล้ว แม้นมีภัยถึงแก่ชีวาวาตย์ ก็จักมิกระทำอกุศลทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ กุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ จึงควรน้อมรับยึดมั่นในพระนามของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า แลถวายความเคารพสักการะตามกำลังสามารถเถิด ๔๓ ความหมายคือ พญายมราช เป็นผู้มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง ตัดสินชี้ขาดบุญและบาปด้วยความยุติธรรม ในรูปเคารพของมหายานบางแห่งจะถือ กงล้อพระธรรมจักรไว้ในมือ หมายถึงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรม(ความถูกต้อง) เป็นผู้ปกป้องพระศาสนา อีกชื่อว่า ธรรมราชา ๒๖สมัยนั้น พระอานนท์เถรเจ้าได้กล่าวปุจฉาพระอนุเคราะห์วิมุตติโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนกุลบุตร พึงน้อมถวายความเคารพสักการะพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้นด้วยประการเช่นไรหนอ ธงต่ออายุขัยแลดวงประทีปนั้นแลจักประดิษฐ์ขึ้นโดยวิธีใดเล่า พระอนุเคราะห์วิมุตติโพธิสัตว์จึ่งกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า หากมีผู้ป่วยไข้ปรารถนาพ้นจาก โรคาทุกข์นั้น พึงให้ผู้นั้นสมาทานและรักษาอุโบสถศีลเป็นเวลา ๗ ทิวาราตรี พึงนำเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งอื่นๆ สุดแต่กำลังสามารถ ถวายต่อภิกษุสงฆ์ ทั้งทิวาราตรี ๖ เพลา ๔๔ จงได้กระทำนมัสการเจริญมรรค ถวายสักการะต่อพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้นสังวัธยายอ่านท่องพระธรรมสูตรนี้ ๔๙ จบ จุดประทีป ๔๙ ดวง สร้างรูปปฏิมาของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้นขึ้น ๗ พระรูป เบื้องหน้าของพระรูปหนึ่งๆ นั้นจงตั้งประทีป ๗ ดวง ประทีปดวงหนึ่งๆนั้น ให้มีขนาดใหญ่เท่ากงล้อ (จุดถวาย)เป็นเวลา ๔๙ วันมิให้ดับแสงลง สร้างธงเบญจรงค์ยาว ๔๙ คืบฝ่ามือ และปลดปล่อยสรรพสัตว์ต่างๆตลอด ๔๙ วาร จึงจักผ่านพ้นทุร- วิบัติภัย ยังให้ปีศาจร้ายทั้งปวงมิอาจกระทำการ พระคุณเจ้าอานนท์ หากกษัตริย์ ผู้อภิเษกเป็นราชาแห่งแคว้นนั้น เมื่อเพลาที่เกิดภัยพิบัติอันมี ภัยจากโรคระบาด ภัยจากประเทศอื่นรุกราน ภัยจากคนภายในเป็นกบฏ ภัยจากนักษัตรประหลาดไป ภัยจากสุริยจันทรคลาส ภัยจากลมฝนมิถูกฤดู ภัยจากฝนมิตกต้องตามกาล อันกษัตริย์ ๔๔ แบ่งเป็นช่วงเวลากลางวัน ๓ ช่วงคือ

๑)  ยามตะวันขึ้น 
๒)  ยามเที่ยงวัน 
๓)  ยามตะวันตกดิน

และกลางคืน ๓ ช่วง คือ

๑)  ราตรียามแรก(ฟ้ามืด) 
๒)  ยาม เที่ยงคืน 
๓)  ยามหลังเที่ยงคืน

๒๗ ผู้อภิเษกเป็นราชานั้น ในกาลนั้นพึงบังเกิดจิตเมตตากรุณาต่อหมู่สัตว์ทั้งปวง อภัยโทษผู้ถูกคุมขัง แล้วดำเนินตามสักการวิธีที่กล่าวแล้วเบื้องต้น เพื่อถวายสักการะต่อพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้นเถิด

ด้วยเหตุแห่งกุศลมูลนี้ และด้วยกำลังแห่งมูลปณิธานของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น จักยังให้แว่นแคว้นแห่งนั้นได้บรรลุถึงความผาสุก ลมและฝนต้องตามฤดูกาล พืชพรรณธัญญาหารและการกสิกรรมให้ผลสมบูรณ์ หมู่สัตว์ทั้งปวงจักไร้โรคภัย เกษมโสมนัสถ้วนหน้าในประเทศนั้น จักปราศจากยักษ์ร้ายและเทวดาใจบาปผู้ก่อเวรให้หมู่สัตว์ อกุศลลักษณะทั้งปวงจักมลายหาย อีกกษัตริย์ผู้อภิเษกเป็นราชาแห่งแคว้นนั้น จักจำเริญด้วยอายุ วรรณะ พละ เป็นผู้มีสุขะเพราะไร้โรคา จักได้บรรลุถึงประโยชน์วัฒนายิ่งเช่นนี้แล

พระคุณเจ้าอานนท์ หากมเหสี สนม รัชทายาท ราชบุตร มหาอำมาตย์ ขุนนาง นางในข้าราชการ ราษฏรทั้งปวงที่เป็นทุกข์จากโรคและภัยอื่นๆ ก็พึงสร้างธงเบญจรงค์ จุดดวงประทีปมิให้ดับปลดปล่อยสรรพชีวิต โปรยมวลมาลีหลากพรรณ ร่ำสุคันธชาติชั้นเลิศ โรคาพาธจึงถูกกำจัดหมดไปและล่วงพ้นภยันตรายทั้งปวง ในเพลานั้น พระอานนท์ด้ปุจฉาพระอนุเคราะห์วิมุตติโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนกุลบุตร จักกระทำเช่น ไรหนอ ให้อายุขัยที่หมดสิ้นแล้วได้ยืนยาวต่อไป พระอนุเคราะห์วิมุตติโพธิสัตว์ว่า พระคุณเจ้า ท่านมิเคยได้สดับพระตถาคตเจ้าตรัสถึง

๒๘ อกาลมรณะ ๙ ประการดอกหรือ ด้วยเหตุนี้จึงบังควรสร้างธงและประทีปแห่งความมีอายุวัฒนาบำเพ็ญกุศลทั้งปวง ด้วยเหตุที่บำเพ็ญกุศล จักยังให้เมื่อวายชนม์มิต้องทุกข์มรมาน พระอานนท์ว่า อกาลมรณะทั้ง ๙ ประการเป็นเช่นไรหนอ พระโพธิสัตว์ว่า หากหมู่สัตว์เป็นโรคแม้น้อยนิด แต่ไร้แพทย์ผู้รักษา ปราศจากโอสถและผู้พยาบาล แม้ได้พบแพทย์ แต่ได้รับโอสถที่ผิด ที่แท้ยังมิพึงสิ้นชีพแต่กลับต้องมรณะก่อนเวลาอันควร อีกประการยังมีผู้เลื่อมใสพาหิรมิจฉามาร ๔๕ ของโลก เมื่อได้ฟังคำลวงหลอกของครูผีเวทย์มนตร์ที่ทำนายโชคดีฤๅร้ายแล้ว จึงยิ่งทวีความหวาดกลัว จิตมิอาจตั้งมั่นเป็นสัมมาอยู่ได้ เมื่อทำนายว่ามีเคราะห์ภัย จึงประหารชีวิตสัตว์อื่นๆ เพื่อสังเวยต่อเทพเจ้า แล้วเรียกเชิญภูติผีปีศาจให้มอบวาสนาคุ้มครอง และความมีอายุยืนยาว ที่สุดแล้วก็มิอาจได้ตามนั้น เพราะความโง่เขลาลุ่มหลง มีมิจฉาศรัทธาและวิปลาสทิฐิ ๔๖ เป็นต้น เมื่อ(บุคคลนี้)ได้มรณะก่อนเวลาอันควรแล้วจักเข้าสู่นรกภูมิ ไร้ซึ่งกำหนดกาลหลุดพ้นออกมา นี้แลชื่อว่า อกาลมรณะประการแรก

ประการที่ ๒ มรณะด้วยต้องราชอาญาประหารชีวิต ๔๕ หมายถึง กลุ่มบุคคลที่อยู่นอกธรรมดีงามของพระศาสนา หรือเรียก “พาหิร หรือ นอกรีต” ซึ่งกระทำสิ่งที่ปราศจากธรรมอันดีงาม มีความหลงผิด จึงเรียก “มิจฉา” และชักนำให้ผู้อื่นหลงผิดตามไปด้วย จึงเรียกว่า “มาร” ๔๖ มิจฉาศรัทธา คือ การเชื่อถือในสิ่งผิด ที่ไม่เป็นประโยชน์มีแต่โทษสถานเดียวไม่เป็นเหตุปัจจัยสู่การพ้นทุกข์ วิปลาสทิฐิ คือ ความเห็นที่ผลิกผัน เห็น ผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิด เช่นการลุ่มหลงงมงาย การทำร้ายสัตว์อื่น(บาป) เพื่อตนเองได้รับพร(บุญ) เช่นการฆ่าสัตว์เพื่อบูชาเทพเจ้าและบรรพบุรุษ เป็นต้น

๒๙ 
ประการที่ ๓ ผู้ล่าสัตว์ มัวเมาในกามและสุรา ประมาทมิอาจฉุดช่วยได้ จึงต้องมรณะเพราะ อมนุษย์มาฉุดคร่าดวงวิญญาณ 
ประการที่ ๔ มรณะด้วยเพลิงเผาผลาญ 
ประการที่ ๕ มรณะด้วยจมชลชาติ๔๗ 
ประการที่ ๖ มรณะด้วยสัตว์ร้ายต่างๆ กัดกิน 
ประการที่ ๗ มรณะด้วยพลัดตกจากภูผา 
ประการที่ ๘ มรณะด้วยต้องโอสถพิษ ยาเบื่อ เวทย์มนตร์และภัยจากการปลุกภูติผี๔๘ 
ประการที่ ๙ ผู้หิวกระหายด้วยเพราะอดอยาก มิได้ดื่มกินอาหารจนมรณะนี้คือการมรณะก่อนเวลาอันควร

ที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดงไว้โดยสังเขป ๙ ประการ ซึ่งยังมี การมรณะประการต่างอีกหาจำนวนมิได้ อันจะกล่าวให้ครบถ้วนได้ยาก ข้าแต่พระคุณเจ้าอานนท์ ก็พญายมราชาธิบดีผู้บันทึกรายชื่อของสัตว์โลก หากมีหมู่สัตว์ที่ทุรยศ อกตัญญู ก่ออนันตริยกรรม ๔๙ ให้ร้ายดูหมิ่นพระรัตนตรัย ละเมิดกฎหมายของผู้ปกครองทำลายศีลาจาร พญายมผู้เป็นเจ้าแห่งธรรมจักพิจารณากรรมที่หนักเบา แล้วตัดสินโทษทัณฑ์ตามนั้นเหตุนี้เราจึงขอให้หมู่สัตว์ทั้งปวง จุดประทีป ประดิษฐ์ธงทิว ปลดปล่อยชีวิตสัตว์อื่นเพื่อบำเพ็ญกุศลจึงจักล่วงพ้นทุกข์ภัย และมิต้องประสบกับเคราะห์กรรมทั้งปวง ๔๗ หมายถึง น้ำ ๔๘ ในข้อนี้มีความหมาย ๒ นัยยะ คือ

๑)  ผู้ที่ต้องมรณะด้วยการถูกผู้อื่นกระทำ และ 
๒)  ผู้ที่ปลุกภูติผีเป็นผู้มรณะเสียเอง

๔๙ กรรมอันร้ายแรงที่สุดของพระพุทธศาสนา ๕ อย่างคือ 
๑)  ปิตุฆาต ฆ่าพ่อ 
๒  )มาตุฆาต ฆ่าแม่ 
๓)  อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ 
๔)  สังฆเภท ทำลายสงฆ์ ให้แตกกัน 
๕) โลหิตุปบาท การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิตขึ้นไป

และยังมีกรรมอีก ๕ ประการที่ร้ายแรงเทียบเท่าอนันตริยกรรม คือ 
๑)  ประทุษร้ายหญิงที่เป็นพระอรหันต์ 
๒) ฆ่าพระโพธิสัตว์ที่ดำรงอยู่ในนิตยภูมิ(คือผู้ไม่เสื่อมถอยจากพระโพธิญาณ) 
๓) ฆ่าพระเสขะบุคคล(พระอริยะบุคคล อื่นๆ ที่ยังไม่บรรลุอรหันตผล) 
๔) ลักของสงฆ์ 
๕) ทำลายพระสถูป ๓๐ ครั้งนั้นแล

ท่ามกลางมหาชนมีมหายักษ์เสนาบดี ๑๒ ตน ประทับนั่งอยู่ในมหาสมาคมนั้นด้วย อันมี กุมภีระมหาเสนาบดี๑ วัชระมหาเสนาบดี๑ มิหิระมหาเสนาบดี๑ อัณฑิระมหาเสนาบดี๑ อนิละมหาเสนาบดี๑ ศัณฑิละมหาเสนาบดี๑ อินทระมหาเสนาบดี๑ ปัชระมหาเสนาบดี๑ มโหรคะมหาเสนาบดี๑ กินนระมหาเสนาบดี๑ จตุระมหาเสนาบดี๑ วิกราละมหาเสนาบดี๑๕๐ซึ่งมหายักษ์เสนาบดีทั้ง ๑๒ ตนนี้ ล้วนมียักษบริวารตนละ ๗,๐๐๐ ตน๕๑ (มหายักษ์เสนาบดี)ได้กราบทูลสมเด็จพระพุทธองค์พร้อมกันว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า เหล่า ข้าพระองค์ทั้งผอง บัดนี้เพราะได้พระพุทธเดชานุภาพปกป้อง ยังให้ได้สดับพระนามแห่งพระโลกนาถ เจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต จึงมิต้องหวั่นเกรงอบายภูมิอีกต่อไป ปวงข้าพระองค์ล้วนมีเอกจิตเสมือนกันว่า ตราบนี้ไปจนสิ้นชีพสังขารจักมั่นในพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้าเป็นที่พึ่ง ขอประกาศปณิธานว่าจักแบกรับหมู่สัตว์ทั้งปวง จักกระทำคุณธรรมความดีอันเป็นประโยชน์และความผาสุกสวัสดี(แก่หมู่สัตว์ทั้งปวง) หากสถานแห่งใด ในสถานคามนิคม ชนบท ราชธานี ในที่โล่งเปล่าฤๅวนาสนฑ์ หากมีพระธรรมสูตรนี้แผ่ไปถึง มีผู้น้อมรับยึดถือพระนามของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าและน้อมบูชาด้วยความเคารพแล้วไซร้ ข้าพระองค์พร้อมบริวารจักตามอารักขาผู้นั้น ให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง ความปรารถนาต่างๆจักบริบูรณ์พร้อม หากผู้มีโรคภัย ๕๐ มหายักษ์ ๑๒ ตนนี้ มีคือนักษัตรทั้ง ๑๒ ของมนุษย์โดยมีนัยยะว่า สรรพสัตว์ทั้งปวงล้วนถูกมหายักษ์ทั้ง ๑๒ นี้ หรือคือวัฏฏสงสารที่วนเวียนอยู่ไม่ จบสิ้น ประดุจนักษัตรจักราศี ที่กลืนกินอายุขัยให้น้อยลงอยู่ตลอดเวลา หากได้พ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงแล้ว จึงจักพ้นจากการกลืนกินของ พญายักษ์เหล่านี้ รูปเคารพของมหายานจะสร้างเป็นรูปพญายักษ์ดุดัน บนศีรษะหรือเท้าจะมีรูปสัตว์ประจำนักษัตรทั้ง ๑๒ ไว้ตนละชนิดเพื่อเป็น สัญลักษณ์ให้ทราบ บางแห่งจะสร้างเป็นร่างมนุษย์ ๑๒ คนแต่มีศีรษะเป็นนักษัตรทั้ง ๑๒ แตกต่างกันไป ๕๑ มหายักษ์เสนาบดีทั้ง ๑๒ มียักษบริวารตนละ ๗,๐๐๐ นั้นหมายถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้าที่คอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ ประการ (ธรรมขันธ์) เพราะเมื่อนำ ๑๒ คูณ ๗,๐๐๐ จะได้ ๘๗,๐๐๐ พอดี ๓๑ ต้องการให้ช่วยเหลือแล้วไซร้ พึงสังวัธยายพระสูตรนี้ แล้วนำด้ายเบญจรงค์มาผูกเป็นปมอักษรชื่อพวกข้าพระองค์ เมื่อได้สมปณิธานแล้วจึงค่อยคลายปมนั้นออกครั้งนั้น สมเด็จพระโลกนาถเจ้าได้ตรัสสรรเสริญ มหายักษ์เสนาบดีทั้งหลายว่า สาธุ สาธุ มหายักษ์เสนาบดี เธอทั้งหลายเป็นผู้รู้สำนึกจักตอบแทน พระมหากรุณาธิคุณแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต จึงสมควรยังหิตประโยชน์ สุขศานติแก่หมู่สัตว์ทั้งหลายโดยเนืองนิจเช่นนี้เถิด ๕๒เมื่อนั้น พระอานนท์ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า อันพระธรรมกถานี้จัก มีนามว่ากระไร หมู่ข้าพระองค์จักยึดถือเช่นไร พระพุทธเจ้าข้ามีพระพุทธดำรัสว่า ธรรมกถานี้มีนามว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร๕๓ แลอีกนามคือ ทวาทศมหายักษสัตตวารถกริยาปณิธานศักดามนตร์๕๔ แลอีกนามคือ ปหารสรววิปาก กรรมสมุทเฉท๕๕พึงยึดถือเช่นนี้aq ก็โดยอภิสมัยครั้งนั้น เมื่อสมเด็จพระภควันต์ตรัสพระพุทธพจน์นี้จบลง บรรดาพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นมหาสัตว์ และมหาสาวก ราชาธิราช มหาอำมาตย์ พราหมณ์ บัณฑิต เทพ นาค ยักษ์ คนธรรพ์อสุร ครุฑ กินนร มโหราค มนุษย์และอมนุษย์ทุกหมู่เหล่า ที่ได้สดับยลยินพระพุทโธวาทนี้ ล้วนพากันบังเกิดมหาโสมนัสร่าเริงยินดี แล้วมีศรัทธาน้อมรับใส่เกล้ากระหม่อมเพื่อปฏิบัติสืบไป... จบ

พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร ๕๒ มีนัยยะคือ ถ้าผู้ใดปฏิบัติบูชาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ก็จักรอดพ้นภยันตรายจากดวงชะตาและจักรราศี เพราะพญายักษ์ให้การปกป้องคุ้มครอง ดังนั้น ชาวพุทธมหายาน จึงนิยมภาวนาพระนามและธารณีของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ในพิธีสืบอายุและงานมงคลต่างๆ ๕๓ คือ พระสูตรที่ว่าด้วยกุศลแห่งมูลปณิธานของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า ๕๔ คือ การกล่าวถึงธารณีมนตร์ของมหายักษ์เสนาบดีทั้ง ๑๒ ตนที่ร่วมมีปณิธานจักยังประโยชน์แก่สรรพชีวิต ๕๕ คือ การถอดถอนทำลายซึ่งวิบากกรรมทั้งปวง (ชื่อพระสูตรทั้ง ๓ นี้ได้แปลตามอักษรจีน)


 
 
UBM