Login  
  หลวงปู่สิงขร
 

ประวัติหลวงปู่สิงขร

           หลวงปู่สิงขร ท่านเป็นอรหันต์ ผู้สำเร็จอภิญญาสมาบัติขั้นสูง ท่านเป็นร่างที่นิรมานกายมาจาก องค์ท้าวมหาพรหมชินะปัญชะระ ผู้เป็นเจ้าสวรรค์ชั้นพรหมโลกทั้ง ๑๖ ชั้น

           ท่านท้าวมหาพรหมชินะปัญชะระ หรือท้าวกุมารพรหม เป็นผู้มีรูปกายที่งดงามยิ่ง สว่างด้วยรัศมีเหนือกว่าพรหมใดๆ มีพระสุรเสียงไพเราะกังวาน ยามเสด็จไปแห่งใด เหล่าทวยเทพและพรหมทั้งหลายจะทราบทันทีว่าเป็นองค์ ท้าวมหาพรหมชินะปัญชะระ เนื่องด้วยทรงมีรัศมีสว่างไสว มีฉัพรังสีเปล่งประกายเกินกว่าเทพ พรหมองค์ใดๆ

           เนื่องเพราะเมื่อครั้งสมัยพุทธกาล มีสามเณรรูปหนึ่งอายุ ๗ ขวบ ได้บรรพชาในพุทธศาสนา และได้เป็นลูกศิษย์ของท่านพระโมคคัลลานะและท่านเป็นผู้เคร่งครัดในจริยวัตร โดยเฉพาะยึดหลักพรหมจรรย์อย่างยิ่งยวด เมื่อท่านได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนแล้ว ท่านจึงบรรลุอรหันต์ สำเร็จอภิญญาสมาบัติ ครั้นเมื่อท่านเจริญวัยขึ้นก็เป็นสามเณรที่มีรูปร่างสง่า ผิวพรรณเปล่งประกาย สดใส ละเอียด ผุดผ่องเป็นอย่างยิ่ง

          เช้าวันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังบิณฑบาต ได้มีสตรีนางหนึ่งซึ่งได้แอบชอบ หลงรัก สามเณรรูปงามผู้นี้มานาน ในวันนั้นนางได้ขาดสติยั้งคิด ไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ จึงได้วิ่งมากอดสามเณรด้วยแรงของกิเลส เหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้สามเณรเสียใจมาก ที่การประพฤติพรหมจรรย์ของท่านต้องมามัวหมอง แปดเปื้อน ท่านจึงได้ละสังขารโดยยังไม่ถึงกาลอายุขัยที่จะได้เข้าสู่พระนิพพาน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้มาบังเกิดบนสวรรค์ชั้นพรหมโลก และด้วยบุญบารมีของท่าน จึงทำให้ท่านเป็นเจ้าแห่งสวรรค์ชั้นพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น โดยมีนามว่า

ท้าวมหาพรหมชินะปัญชะระ

          หลวงปู่สิงขรท่านเป็นร่างอันเกิดจากการนิรมานกาย ขององค์ท้าวมหาพรหมชินะปัญชะระ ท่านรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลเหล่าพระสงฆ์ทั้งมวล เปรียบเช่น องค์พระมหากษัตริย์ และพระสังรฆราชแห่งพระสงฆ์ทั้งหลาย และท่านได้คอยดูแล ช่วยเหลือ พระศาสนา โดยท่านเมตตาอบรมสั่งสอนชี้แนะในสิ่งต่างๆ ให้กับหมู่สงฆ์ทั้งหลายและพุทธบริษัททั้งสี่

          โดยหลวงปู่สิงขรได้รับมอบหมายหน้าที่นี้จากพระศรีอริยเมตไตร ซึ่งตามปกติพระองค์จะทรงกระทำหน้าที่เหล่านี้ แต่เมื่อท่านทรงเสด็จไปทรงงานอื่นๆ หรือทรงออกมาสร้างพระบารมี พระองค์จึงมอบหมายงานต่างๆให้หลวงปู่สิงขร

          หลวงปู่สิงขรท่าน ได้ให้ความเคารพนับถือหลวงปู่ใหญ่หรือหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรเป็นอย่างมาก และท่านยังได้รับใช้ช่วยงานหลวงปู่ใหญ่บ้างในบางโอกาส

         ครั้งหนึ่งหลวงปู่สิงขรท่านได้ลงมาโปรดมวลหมนุษย์โดยนิรมานกายลงมาเป็นนักบวชนามว่า “โพมิงอ่อง” ซึ่งชาวพม่าจะรู้จักกันดี ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากเป็นที่เคารพนับถือบูช

าเป็นอย่างมากของชาวพม่า วัดแทบทุกแห่งในประเทศพม่าจะมีรูปเหมือน หรือรูปปั้นของ ท่าน “โพมิงอ่อง” ผู้เปรียบเสมือนพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ซึ่งท่านเมตตาสั่งสอน ช่วยเหลือหมู่มวลมนุษย์ทั้งหลายให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม และบรรลุมรรคผลนิพพาน

         นอกจากนี้หลวงปู่สิงขรยังได้อบรมสั่งสอน สรรพวิชาต่างๆ ให้กับสาธุเจ้าต้นบุญ ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่เมตตามาก จึงทำให้ท่านสาธุเจ้าต้นบุญศรัทธาและเคารพรักนับถือหลวงปู่สิงขรอย่างสูงเปรียบประดุจพ่อ ดังนั้นบรรดาลูกศิษย์ของสาธุเจ้าต้นบุญ จึงขอร้องให้สร้างรูปหล่อหลวงปู่สิงขร เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายได้สักการบูชา ด้วยเหตุนี้จึงได้ดำเนินการสร้างรูปหล่อหลวงปู่สิงขรในภาคที่อายุไม่มาก ดูงามสง่ามาก

          ปาฏิหาริย์เกี่ยวกับหลวงปู่สิงขรมีมากมาย อาทิเช่น ในวันพุทธาภิเสกรูปหล่อหลวงปู่สิงขรวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๒ หลวงปู่สาธุเจ้าต้นบุญได้กล่าวแก่ศิษยานุศิษย์ว่า หลวงปู่สิงขรจะมาพุทธาภิเสกรูปหล่อของท่านด้วยตัวเอง ลูกศิษย์ทั้งหลายต่างพยายามสังเกตดูตลอดงานพิธี ในวันนั้นทางวัดทุ่งกุลาเฉลิมราช ได้นิมนต์พระไว้ ๓๐ รูป แต่หลวงปู่สาธุเจ้าต้นบุญ ท่านให้เตรียมอาสนะไว้ ๓๓ ที่ พอถึงเวลาพิธีพุทธาภิเสกก็มีพระมาที่อาสนะนับได้ ๓๒ ที่ และเมื่อได้สอบถามพระทั้ง ๓๐ รูปที่นิมนต์มาก็ไม่มีรูปใดรู้จักพระ ๒ รูปที่เกินมาเลย และเมื่อเสร็จกิจนิมนต์ ก็ไม่ทราบว่าพระทั้ง ๒ รูปนั้น กลับไปเมื่อใด จึงเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ใจยิ่งนัก หลวงปู่สิงขรเป็นผู้ดูแลพระศาสนา สำเร็จอภิญญา สมาบัติขั้นสูง ผู้ใดเคารพบูชาท่าน เป็นเมตตามหานิยม มหาอำนาจ มหาปราบ หมู่มารไม่มารบกวน ปลอดภัย แคล้วคลาด จากภยันอันตรายทั้งปวง ด้วยบารมีของท่าน

บทสนทนาของหลวงปู่สิงขร

 

          "แท้ที่จริงแล้วเรากำลังมาเรียนรู้ ว่าสิ่งใดเป็นมายา สิ่งใดไม่เป็นมายา เรามาเรียนรู้ทั้งหมดนี้ พวกเธอทั้งหลายมาสร้างบารมีกันให้เกิดกุศล ยังกุศลให้เกิดขึ้น อาศัยกุศลยังให้เกิดภพชาติที่ดี ยังก่อให้เกิดความสำเร็จ แห่งการรู้แจ้ง ถ้าเราไม่อาศัยกุศล อาศัยอกุศล มันเป็นพลังงานลบ เราก็จะเจอแต่ความเศร้าหมอง มนุษย์ไม่ปรารถนา และก็ไม่มีใครหน้าไหนที่ปรารถนา แต่ปัญหาคือเค้ารู้หนทางหรือมรรคาแห่งการทีจะเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่คุณอยู่ สิ่งที่คุณรู้ สิ่งที่คุณเป็น สิ่งที่คุณดำเนินอยู่นั้น มันเป็นมรรคาที่ถูกต้องแล้วหรือยัง "

         "  การที่เราจะสร้างบารมีอะไรก็ตามแต่ จะไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราอยาก แต่เราจงมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ คำว่าหัวใจที่ยิ่งใหญ่นั้น จะเกิดขึ้น เราต้องมองภาพรวมว่าไม่ใช่ตัวเรา เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเรา แม้สิ่งอื่นใดที่บังเกิดขึ้น จะเป็นกุศลหรือมหากุศลใดๆ ที่บังเกิดขึ้น ไม่เกิดขึ้นจากเราเพียงผู้เดียว และไม่ได้ยังประโยชน์แก่เราเพียงผู้เดียว แต่ยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ก็ดี เป็นพรหมก็ดี มาเป็นเทวดาก็ดี สัตว์นรกก็ดี เปรต อสุรกายก็ดี สิ่งที่เราได้สร้าง สิ่งที่เราได้ทำ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราอยาก แต่เกิดขึ้นเพราะสรรพสัตว์ทั้งปวง ที่เป็นปัจจัย ไม่ใช่เรื่องของเงินทอง แต่เป็นเรื่องหัวใจ และการสละ สละเวลา สละทรัพย์ สละทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่าง สำคัญที่สุดคือกาล เวลาทุกๆ คนเท่ากัน มี 24 เหมือนกัน ทุกๆ คนมีเวลาเท่ากัน บางคนบอกว่าปฏิบัติไม่ได้ เพราะไม่มีเวลา แต่ทำไม พวกเธอมีเวลาที่จะทุกข์ มีเวลาที่จะสุข เลือกที่จะทุกข์เลือกที่จะสุขได้ แต่ทำไมไม่ขนขวย มรรคคา หรือหนทาง หรือโอกาสที่ทำให้เราเห็นทุกข์ เห็นสุข และเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง การสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ และการสร้างวัด การสร้างศาสนธรรมต่างๆ การสร้างหนังสือธรรมะ สร้างอะไรก็ตามแต่ เป็นรหัสอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นรหัส เป็นกุญแจ ที่จะไขสู่ความเป็นปรมัตถ์ เป็นกุญแจ ที่จะทำให้เรานั้น พัฒนาจิตวิญญาณ มันเป็นองค์ประกอบ คอมพิวเตอร์กว่าจะเป็นโน๊ตบุ๊คได้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ความเป็นมนุษย์ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง การเป็นพระพุทธเจ้าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง กุศลอะไรบ้าง ยังกุศลอย่างไร ให้พวกเธอสำเร็จซึ่งพระโพธิญาณ ยังกุศลอย่างไรให้พวกเธอเห็นทุกข์ ยังกุศลอย่างไรให้พวกเธอเห็นสุข การพิจารณาอย่างไรทำให้พวกเธอมีหัวใจเด็ดเดี่ยวและกล้าต่อสู้กับมัน กล้าอยู่กับมัน กล้าเป็น ไม่ได้หนี เป็นที่สิ่งที่เธอเป็น ทำในสิ่งที่เธอทำ เธอจะปรารถนาอะไรก็ตามแต่ หรือเธอจะเป็นอะไรก็ตามแต่ แต่ถ้าหัวใจของเธอไม่มีความยิ่งใหญ่ มันก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าเธอจะมีเงินเป็นพันล้านหมื่นล้าน ถ้าเธอยังไม่เข้าใจชีวิต และไม่เข้าเหตุของการเกิด เธอจะไม่เป็นผู้รู้ เธอจะไม่เป็นคุรุ จะไม่เป็นครูของเทวดา ไม่เป็นครูของมนุษย์ ไม่เป็นครูของสรรพสิ่งเลย เรามาเกิดเพื่ออะไร จงหาจุดยืนของเธอให้ได้เสียก่อน มาเป็นผู้ชายก็ดี มาเป็นผู้หญิงก็ดี มาเป็นกระเทยก็ดี มาเป็นบันเดาะก็ดี มาเป็นอะไรก็ตามแต่ แต่หัวใจของเธอมีโพธิญาณอยู่ในใจแล้วไซร้ ไม่ว่าเป็นเธอจะเป็นอะไร นั้นแหล่ะคือการเรียนรู้ ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร เธอจะมีบารมีมากแค่ไหนถ้าปัจจุบัน ณ ชาติ ยังไม่รู้ มันจะมีประโยชน์ได้อย่างไร...... "

 

ที่มาจาก : ทอดเทปส่วนหนึ่ง ในการสนทนากับหลวงปู่สิงขร

 
 
 
 

 
 
UBM